นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” ว่า ภายหลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยมีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 24 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเดิมประมาณ 18 ล้านราย และผู้สมัครใหม่อีกประมาณ 6 ล้านรายที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบวงเงิน 175,000 ล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ทยอยกู้เงินเพื่อรองรับการดำเนินโครงการแล้ว โดยยืนยันว่า สบน. มีความเชี่ยวชาญในการบริหารหนี้สาธารณะ จะไม่กู้เงินทั้งก้อนมากองไว้ในคราวเดียว แต่จะแบ่งการกู้เงินออกเป็นรายเดือนรวม 4 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้จ่ายจริงในแต่ละเดือนมากที่สุด ช่วยลดภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ต้นทุนการกู้เงินยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% และหากมีผู้เข้าร่วมโครงการไม่ครบ 30 ล้านราย วงเงินกู้ก็จะปรับลดลงตามจำนวนการใช้สิทธิจริง” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับสิทธิเข้าร่วมโครงการจำนวน 30 ล้านสิทธินั้น ยืนยันว่าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอน โดยในช่วงท้ายของการเปิดลงทะเบียน ยอดผู้สมัครเริ่มชะลอตัว เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้ลงทะเบียนไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรก
ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.2 ล้านราย ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ เนื่องจากระบบจะดำเนินการให้อัตโนมัติ และจะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 1,000 บาท ในวันที่ 1 มิ.ย. นี้
สำหรับรูปแบบโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลออกแบบเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน โดยเน้นการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จึงไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ใช้จ่ายภายในระยะเวลา 7 หรือ 14 วัน เหมือนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต แต่จะใช้วิธีทยอยให้เงินช่วยเหลือเป็นรายเดือน และไม่สามารถสะสมวงเงินไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สบน.ได้เตรียมแผนระดมทุนวงเงิน 176,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทยพลัสเรียบร้อยแล้ว โดยได้เริ่มกู้เงินล็อตแรกจำนวน 35,000 ล้านบาท ผ่านการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ Promissory Note (P/N) อายุ 4 ปี
ทั้งนี้ สบน.มีแผนทยอยระดมทุนเดือนละ 35,000 ล้านบาท ต่อเนื่องจนถึงเดือน ก.ย.2569 ก่อนสิ้นปีงบประมาณ โดยระยะแรกจะเน้นระดมทุนผ่าน P/N ก่อนทยอยกู้ในรูปแบบเงินกู้ระยะยาว (Term Loan) ตามความจำเป็นในการใช้เงินจริง ซึ่งยืนยันว่าต้นทุนการระดมทุนยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 1.2%
“การระดมทุนรอบแรกสามารถรองรับการเบิกจ่ายโครงการที่ประชาชนจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569และจะพิจารณากู้เงินตามกระแสการใช้จ่ายจริงของโครงการ ไม่ใช่การกู้เงินมากองไว้ในคราวเดียว” นางจินดารัตน์ กล่าว
