พิพัฒน์ลุยยกเครื่องคมนาคม! ดันรถเมล์ EV–ตั๋วใบเดียว ปั้นแลนด์บริดจ์ไทยฮับโลก
ธรรมธรรม อีจัน
20 เมษายน 2569

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมมอบนโยบายและทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และประธานกรรมการหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า เพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองนโยบายได้สูงสุด จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 ท่าน เข้ามาช่วยกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ และขยายงานให้ทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด และด้านคมนาคมทางราง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด สถาบันการบินพลเรือน บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ
นายสรรเพชญ บุญญามณี กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ได้กำหนด 4 นโยบายหลัก เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ เป็นเข็มทิศในการทำงานของกระทรวงคมนาคม ดังนี้
1. ลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัย มุ่งลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบและแก้ปัญหาจุดเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะการเร่งสางปัญหาการก่อสร้างบนถนน เพื่อคืนพื้นผิวจราจรและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน
2. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม เร่งเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยเร่งรัดโครงการ Quick Win 39 โครงการ เป็นลำดับแรก
3. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด (Green Transport) ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
4. วางรากฐานอนาคตและเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้พร้อมรองรับอนาคต โดยจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (Public Private Partnership: PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน และช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับเป็นกรณีพิเศษให้กระทรวงคมนาคมเร่งปรับตัวตามสภาวการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะด้านพลังงาน หากสิ่งใดสามารถเปลี่ยนจากน้ำมันเป็นไฟฟ้าได้ ก็ขอให้เร่งดำเนินการทันที โดยเฉพาะองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ได้สั่งซื้อรถเมล์โดยสารไฟฟ้าไว้แล้วจำนวน 1,520 คัน ซึ่งมีกำหนดทยอยส่งมอบช่วงปลายเดือนมีนาคม 2570 แต่ระหว่างรอการส่งมอบ ได้มีการหารือกับผู้ให้บริการที่มีรถโดยสารไฟฟ้าเหลือใช้งาน เพื่อพิจารณาเช่ามาใช้ในระยะเร่งด่วน โดยอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดร่วมกับผู้บริหาร ขสมก.
สำหรับการเจรจาเบื้องต้นกับผู้ประกอบการเอกชน พบว่ามีรถเมล์โดยสารไฟฟ้า (EV) เหลืออยู่ประมาณ 800 คัน ซึ่งจะต้องหารือในรายละเอียดเรื่องราคาและเงื่อนไขให้ได้ข้อสรุป เนื่องจากรัฐบาลต้องการเร่งให้ประชาชนเห็นผลโดยเร็ว เพราะหากรอการจัดหาตามขั้นตอนปกติอาจต้องใช้เวลาถึงปีหน้า
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ทำให้กระทรวงคมนาคมเริ่มหารือเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากหากเกิดปัญหาต่อเนื่องจนกระทบเส้นทางเดินเรือหลักของโลก อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าในภูมิภาค โดยมองว่าโครงการ แลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกเชื่อมการขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทรแปซิฟิกผ่านประเทศไทย
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนไว้แล้ว และรูปแบบการลงทุนจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน เนื่องจากภาครัฐไม่มีศักยภาพเพียงพอในการลงทุนเองทั้งหมด ขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาบริหารจัดการท่าเรือ โดยมีการหารือเบื้องต้นกับผู้ประกอบการจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านการบริหารท่าเรือระดับโลก
ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะกระจายการลงทุนไปทุกภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 จะผลักดันโครงการรถไฟทางคู่จากชุมพรไปสุราษฎร์ธานี ต่อเนื่องไปหาดใหญ่ และเชื่อมต่อไปยังชายแดนมาเลเซีย เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะและเชื่อมโยงภูมิภาคอย่างเป็นระบบ
ส่วนความคืบหน้าระบบตั๋วร่วม ขณะนี้พระราชบัญญัติตั๋วร่วมผ่านวุฒิสภาแล้ว เหลือเพียงการจัดทำกฎหมายลูกรวม 20 ฉบับ ซึ่งต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้แล้ว และจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายครั้งแรกในสัปดาห์นี้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วม กฎหมายหลักได้ผ่านแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถใช้บัตรใบเดียว ในการเดินทางเชื่อมต่อทั้งระบบรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือ โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมเดินหน้าเจรจากับผู้ให้บริการแต่ละระบบเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม คือผลักดันให้ประชาชนสามารถใช้ตั๋วโดยสารใบเดียวเดินทางได้ทั้งระบบ ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือ โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้เป็นของขวัญปีใหม่ 2570 หากระบบต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อได้ทันตามแผน”
พร้อมยืนยันว่าจะเร่งเจรจากับผู้ให้บริการระบบขนส่งทุกราย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระบบอย่างสมบูรณ์ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมวางระบบการเดินทางเชื่อมจากชุมชนเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า โดยประสานรถโดยสารในซอย รถเมล์ และระบบขนส่งรอง ให้เชื่อมต่อกับระบบหลัก เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางทั้งระบบในอนาคต