ก.คลัง รื้องบกลาง 1.57 แสนล้าน พร้อมระดมทัพใหม่ กู้เศรษฐกิจ ก่อนพัง

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

8 พฤษภาคม 2568

ก.คลัง รื้องบกลาง 1.57 แสนล้าน พร้อมระดมทัพใหม่ กู้เศรษฐกิจ ก่อนพัง

นายพิชัย ชุณหวิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อทบทวนมาตรากระตุ้นภายใต้วงเงิน 157,000 ล้านบาท ที่อยู่ในงบกลางของงบประมาณรายจ่ายปี2568 ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลได้กันเอาใช้ในโครงการดิจิทัล วอลเล็ต แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จากนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่ม 36%

“ตอนนี้ ยังตอบอะไรไม่ได้ แต่เรารับทราบว่า ต้องเตรียมความพร้อม หรือจัดทัพ จัดโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่ ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับการท่องเที่ยว การส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น”

นายพิชัย กล่าวว่า หลังจากนั้น กระทรวงการคลังต้องทบทวนว่า แหล่งเงินงบประมาณจำนวน 157,000 ล้านบาท เพียงพอหรือไม่ ความจำเป็นในการกู้เงิน หรือไม่ต้องกู้เงิน เนื่องจากเป็นวิกฤติหรือไม่ นอกจากนี้ ยังจะ ต้องใช้เครื่องมือของธนาคารเฉพาะกิจในการปล่อยสินเชื่อ หรือใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan หรือไม่ มาประกอบการพิจารณาด้วย ขณะที่ ภาคการคลังนั้น ต้องพิจารณาหาทางขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาลดการขาดดุลงบประมาณ

ด้านการเกษตร จะต้องมีการทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งน้ำเพื่อเกษตรกรรม และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม รวมถึงพิจารณาแผนการเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวโพด ที่เรามีความต้องการใช้ปีละ 4.5 ล้านตัน ขณะที่ข้าวโพด ก็เป็นสินค้าที่จีนต้องการด้วย

“ถ้าสหรัฐส่งไปขายจีนน้อยลง จีนก็ต้องขาดแคลนสินค้าบางชนิด ซึ่งตนจะต้องเข้าไปสำรวจ เพื่อหาทางส่งสินค้าไปขายจีนเพิ่มขึ้น” นายพิชัย กล่าว นอกจากนี้ เราอาจต้องหาทางปลูกพืชบางชนิดเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น ข้าวสาลี

เขากล่าวว่า ปตท.ได้ลงนามในสัญญาซื้อ LNG จากสหรัฐแล้ว 1 ล้านตัน และมีแผนที่จะซื้อเพิ่มเติมอีก 1.2 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ตนกำลังคิดที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ใช้แหล่งเชื้อเพลิงจาก ธรรมชาติ เช่น หญ้าเนเปียร์และข้าวโพด ซึ่งนอกจากจะทำให้ซื้อธรรมชาติในอนาคตลงแล้ว ราคาก๊าซที่ได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวล ต้นทุนจะอยู่ที่ 3.50 บาท/หน่วย ต่ำกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติเล็กน้อย แต่จะได้รับผลพลอยได้ คือ ปุ๋ย ซึ่งหากเราใช้วัตถุดิบที่ผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวล 40,000 ตัน จะได้เศษซากที่เป็นปุ๋ย ราว 70 % หรือ 28,000 ตัน ซึ่งสามารถขายในราคาถูกให้กับเกษตรกรได้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเชิญภาคเอกชน จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ มาหารือด้วย เพื่อระดมสมองและวางแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น