วันนี้ (3 ธ.ค.68) บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) สรุปภาพรวมตลาดทองคำ และ เงิน (Silver) โดยราคาทองคำปิดลบในวันอังคาร (2 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ก่อนที่การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวลดลง -26.0 เหรียญ หรือ -0.61% ที่ระดับ 4,205.0 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ขยับขึ้นมาที่ระดับ 4,217 เหรียญ
กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 1.71 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,048.29 ตันภาพรวมเดือนธันวาคม ซื้อสุทธิ 2.87 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 174.92 ตัน
ปีเตอร์ แกรนท์ นักวิเคราะห์จาก Zaner Metals แสดงความเห็นว่า นักลงทุนเทขายทำกำไรออกมาเล็กน้อย และยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ เขายังคงมีมุมมองบวกว่าราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นปีหน้า
สภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่า ธนาคารกลางต่างๆ ได้ซื้อทองคำในปริมาณ 53 ตันในช่วงเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และเป็นการเข้าซื้อสุทธิรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568
สรุปภาพรวมตลาดเงิน (Silver) โดยการซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง โดยคาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย ถึงแม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรเมื่อวานนี้ แต่ราคาเงินก็ดีดตัวกลับ 1.1% เข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ $58.84 โดยราคาเงินกำลังจะทำผลตอบแทนรายปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า ราคาเงินอาจอยู่ในภาวะ Overbought เนื่องจากดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) ได้ทะลุระดับ 70 และอัตราส่วน Gold silver ratio ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่เทรดเดอร์บางคนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
โดยมุมมองนักวิเคราะห์ต่อแนวโน้ม Silver ด้านอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-to-Silver Ratio): ปัจจุบันอัตราส่วนอยู่ที่ประมาณ 74 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 68 ซึ่งคาดว่า เงินมีโอกาส (Outperform) จนทำให้อัตราส่วนลดลงสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 68 ซึ่งอาจหมายถึงราคาเงินจะขยับขึ้นจาก $58 เป็นประมาณ $65 ต่อออนซ์
