“ตลท.” รับรัฐบาลใหม่ เตรียมเสนอแพ็กเกจ คืนชีพ “ตลาดหุ้นไทย” 

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

6 กุมภาพันธ์ 2569

“ตลท.” รับรัฐบาลใหม่ เตรียมเสนอแพ็กเกจ คืนชีพ “ตลาดหุ้นไทย” 

วันนี้ (6 ต.ค.69) นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพร้อมแพคเกจเสนอรัฐบาลใหม่ไว้ครบถ้วนแล้ว กำหนดกฎเกณฑ์เป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ โดยในเรื่องกฎหมายได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น และมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เลือกลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าในช่วง 4-6 เดือนนี้จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถนำเสนอให้พิจารณาอนุมัติได้ทันที

นายกิติพงศ์ กล่าวว่า ลักษณะนี้คล้ายกับช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการหารือร่วมกับตลาดทุนไทย ซึ่งก็เสนอแพคเกจไปแล้วว่ามีอะไรที่ต้องทำและทำอย่างไรบ้าง จึงพร้อมมกดปุ่มดำเนินการ โดยแผนที่เสนอไปไม่ต้องทำอะไรเยอะ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะนำไปทำหรือไม่เท่านั้น เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่ 

โดยข้อเสนอของตลาดทุนทั้งหมด อาจมีเรื่องอื่นที่รัฐบาลมองว่าสำคัญกว่า แต่แพคเกจที่เสนอไปมีความสำคัญมากดช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเชื่อมั่น อาทิ การฟ้องคดีผู้กระทำความผิดต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หรือทำอย่างไรให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยสร้างรายได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ จากการเสียภาษีได้ ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่ม 

“ทั้งหมดถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนพรรคใดจะนำมาเป็นนโยบายของพรรคก็ทำได้ ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำก็พร้อมเสนอแพคเกจภึงรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ และหากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่เห็นตรงกันก็ยิ่งดี เพราะจะทำได้เร็วขึ้น”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องการผลักดันหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หนึ่งในเรื่องสำคัญคือ Individual Saving Account หรือ TISA หรือกองทุนออมหุ้นไทย ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นใน ตลท. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตลาดทุนและประชาชน ช่วยให้การออมมีความต่อเนื่องและมั่นคงมากขึ้น แตกต่างจากมาตรการเดิมที่ต้องต่ออายุเป็นช่วง ๆ 

“ที่ผ่านมากองทุน LTF พอหมดอายุจะมีปัญหา เช่น จะมีการเทขายหรือไม่ จึงต้องมีการต่ออายุทุกครั้ง แต่ TISA ที่ออกแบบในปัจจุบันจะเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนอย่างมหาศาล“

นอกจากนี้ ยังต้องการผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส โดยเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแล โดยการให้อำนาจภายใต้ พ.ร.ก.ฯ พ.ร.บ.ฯ หลักทรัพย์ฯ หน่วยงานต่างๆ มีบทลงโทษ และจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุนได้อย่างรวดเร็ว

ในด้านแรงกดดันจากกองทุน LTF หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่มีต่อตลาดทุนไทย พบว่าเม็ดเงินคงค้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับมากกว่าแสนล้านบาทในช่วงกลางปีก่อน เหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าแรงกดดันต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลง ขณะเดียวกัน การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและต้นปีนี้ ช่วยสร้างโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุน

นายอัสสเดชกล่าวว่า สำหรับการพิจารณาปรับเวลาซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์จะหารือร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์เป็นหลัก เนื่องจากเป็นผู้ใกล้ชิดกับนักลงทุนมากที่สุด โดยการเปลี่ยนแปลงจะต้องพิจารณาแบบครบวงจร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเวลาเทรด แต่รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและไม่สร้างความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

แม้ว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยจะเพิ่มจากระดับ 30,000 ล้านบาทเป็นราว 47,000 ล้านบาท แต่ยังเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณา ขณะที่การขยายเวลาซื้อขายยังก่อให้เกิดต้นทุนด้านปฏิบัติการแก่บริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งจากเสียงสะท้อนเบื้องต้นส่วนใหญ่มองว่ายังไม่คุ้มค่า เว้นแต่ปริมาณการซื้อขายจะกลับมาอยู่ในระดับสูงเช่นในอดีตจึงเริ่มมีความน่าสนใจ

ในภาพรวม การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะหลังยังมีลักษณะผสม ทั้งการลงทุนระยะยาวและการซื้อขายระยะสั้น โดยความต่อเนื่องยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการเมืองในประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเด็นค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ

“เท่าที่ดูฟันด์โฟลว์ระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์เข้าไทยหมื่นล้านเริ่มชะลอตัวลง และช่วง 2-3 วันที่ผ่สนมา จะมีเข้า-ออกจะมีเข้ามาเทรดแล้ว แต่ฟันด์โฟลว์ระยะยาวยังชะลอตัว จึงต้องรอดูผลเลือกตั้ง ภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นอย่างไร“

สุดท้าย มุมมองจากนักลงทุนต่างชาติสะท้อนว่าการเมืองไทยแม้จะมีความไม่แน่นอน จากที่รัฐบาลผสม หรือพรรคร่วมรัฐบาล แต่ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะมีนโยบายไม่ได้ทำร้ายเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากกว่าคือเสถียรภาพของนโยบายและความร่วมมือที่ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงระดับ 2–3% ทั้งที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพของประเทศเอื้อให้เติบโตได้มากกว่านั้น

นายอัสสเดชกล่าวว่า ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเกิดการแข่งขันระหว่างตลาดทุนของประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างสูง แต่ละประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดทุนของแต่ละแห่ง ขณะเดียวกันพบว่ามีบางตลาดเชิญชวนบริษัทไทยไปจดทะเบียนค่อนข้างมาก ส่งผลให้ ตลท. ต้องทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ประเด็นที่ได้รับเสียงสะท้อนจำนวนมากคือขั้นตอนการเข้าจดทะเบียนว่าอาจมีความซับซ้อน หรือยุ่งยากเกินไป 

อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดบริษัทใหม่กับการคงคุณภาพของสินทรัพย์ โดยมุ่งเน้นบริษัทที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ การพิจารณาในเรื่องกระแสเงินทุน ค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และมูลค่าประเมินจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีการออกกฎเกณฑ์ในตลาดทุนจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความเห็นแตกต่างจากนักลงทุนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มองว่ากฎเกณฑ์อาจมีมากเกินไปหรือเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป 

ทำให้ปัจจุบันทีมงานตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการทบทวน เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ครบวงจรในครั้งเดียว และคงไว้ในระยะยาวอย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความเชื่อมั่น หวังว่าจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งในตลาดหุ้นและตลาด TFEX รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนไทย

นายอัสสเดชกล่าวว่า ประเด็นดัชนี MSCI หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่าสัดส่วนอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยในดัชนี MSCI ลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ราว 1.3–1.4% ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเข้าไปศึกษาปัจจัยที่ทำให้ความน่าสนใจลดลง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Share Holding Limit) โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจสูง ต้องการถือหุ้นมากกว่าเพดานเดิมที่ 25% และต้องการมีสิทธิออกเสียงมากกว่าการถือผ่าน NVDR ประเด็นนี้จำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับปรุง และสร้างความแตกต่างอย่างไร

แม้ MSCI จะไม่เปิดเผยเกณฑ์การปรับลดน้ำหนักอย่างชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์ย้อนหลังจากหุ้นที่มีการลดเครดิตเรตติ้ง พบว่าปัจจัยหลักมาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของธุรกิจ โครงการ Jump Plus จึงถูกผลักดันขึ้น เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุน สร้างมูลค่า และเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพราะในที่สุดแล้ว นักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีโอกาสเติบโตอย่างชัดเจน

โดยจัดทำโครงการ “BOI to IPO” ที่ ตลท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป้าหมายสำคัญคือการดึงธุรกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และภาคส่วนใหม่เข้ามาสร้างความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทย หากมองย้อนหลัง 30 ปี ดัชนี SET50 หรือดัชนีของ 50 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงรายชื่อบริษัท แตกต่างจากดัชนีของสหรัฐฯ ที่มีการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง 90% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI 

ดังนั้น ทุนไทยจึงควรดึงดูดธุรกิจจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น EV, Data Center, Wellness และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ชี้ว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงเป็นประวัติการณ์ เป้าหมายคือการดึงธุรกิจเหล่านี้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทย และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีส่วนร่วม

“ในระยะยาว ความฝันคือการเห็นโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลง มีบริษัทใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ธุรกิจเดิมมากขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการปรับเกณฑ์เรื่องโครงสร้างหุ้น และการเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยยังคงการควบคุมไว้ในประเทศ”