“กรุงศรี” ชี้ไทยยังเด่น ธุรกิจยังแห่ลงทุนพรึ่บ “ญี่ปุ่น” ปักหมุดอันดับ 1 

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

5 กุมภาพันธ์ 2569

“กรุงศรี” ชี้ไทยยังเด่น ธุรกิจยังแห่ลงทุนพรึ่บ “ญี่ปุ่น” ปักหมุดอันดับ 1 

วันนี้ (5 ก.พ.69) นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมมองของลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ยังมองเห็นทิศทางที่ดี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันนักลงทุนสัญชาติญี่ปุ่นยังคงเป็นอันดับ 1 ที่นำเงินเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าไทยมีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์ และสามารถเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคนี้ได้ มากกว่าประเทศอื่น

นายเคนอิจิกล่าวว่า นักลงทุนมีความกังวลหรือชะลอการลงทุนหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่งประกาศว่าจะมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น Toyota, Honda และ Isuzu ที่เตรียมลงทุนเพิ่มเติมในสายการผลิตรถยนต์ EV และ Hybrid มากขึ้น

ขณะเดียวกัน การลงทุนเหล่านี้ยังจะดึงดูดการลงทุนต่อเนื่องในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามมา อีกทั้งยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นความหวัง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกประเทศในภูมิภาคต่างแข่งขันกันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ละประเทศมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย จุดแข็งสำคัญคือความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบซัพพลายเชน ซึ่งยังถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน

สิ่งที่ถูกกล่าวถึงต่อเนื่องคือความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ นักลงทุนต้องการเห็นรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสนับสนุน เงินอุดหนุน หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจมากยิ่งขึ้น 

“หากนโยบายมีความชัดเจน รวมถึงผลการเลือกตั้งสะท้อนทิศทางที่แน่นอน ก็จะช่วยให้การลงทุนระยะยาวและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติกลับมาได้”

นายเคนอิจิกล่าวว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ยินข่าวจาก Financial Times ที่ระบุว่าไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอาจอ่อนแรงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่การอ่อนแรงนี้ไม่ใช่โรคร้ายที่รักษาไม่หาย ประเทศไทยทราบถึงสาเหตุของปัญหา เพียงแต่การรักษาไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น ต้องอาศัยการแก้ไขเชิงโครงสร้างในระยะยาว

“นี่จึงเป็นความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องการเห็นมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แก้ปัญหาที่ต้นตอของระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวและหลุดพ้นจากภาวะอ่อนแรงในระยะยาวได้อย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) กรุงศรีตระหนักดีว่าบทบาทของเราต้องเป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ กล่าวคือ เรามุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมเคียงข้างภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวต่อไปได้ 

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของกรุงศรีในปี 2569 ยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ มุ่งเน้นกลยุทธ์ ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยผสานพลังของทุกกลุ่มธุรกิจของกรุงศรีทั้งในไทยและเครือข่ายในอาเซียนรวมถึง MUFG เพื่อส่งมอบประสบการณ์ 

และโซลูชันที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการเติบโตของธนาคาร แต่คือการสร้างรากฐานความมั่นคงในระยะยาวให้กับลูกค้า ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

นายเคนอิจิกล่าวว่า สำหรับปี 2569 กรุงศรีตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2–4% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่ 4.0–4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s% ควบคู่ไปกับการเดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม 

ด้วยการปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) เป็น 350,000 ล้านบาท พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายของกรุงศรีคือการสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งในด้านผลประกอบการ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เรากำลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินแห่งอนาคต ที่บริการทางการเงินได้รับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคม”