เสี่ยงท่วมยาว ”ลานีญา“ มาเต็มตัวเดือนต.ค.นี้!

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

13 กันยายน 2567

เสี่ยงท่วมยาว ”ลานีญา“ มาเต็มตัวเดือนต.ค.นี้!

น้ำท่วมเชียงรายครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยๆในหลายๆด้าน รวมถึงทางด้านเศรษฐกิจ ที่ต้องหยุดชะงักไป ทำให้หลายหน่วยงานต้องมานั่งวิเคราะห์ผลกระทบ แลุะแนวโน้มของสิ่งที่เกิดขึ้น และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมการรับมือ

ล่าสุด วันนี้ (13 ก.ย.67)ทีม วิจัยกรุงศรี หน่วยงานภายใต้สังกัดธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มอุทกภัยในประเทศไทยปี 67 ก็พบว่า ความเสี่ยงเพิ่มสูงในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะเดือน ก.ย.และ ต.ค.67 เนื่องจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาและอิทธิพลของมรสุม อย่างไรก็ตาม คาดว่าอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 54

โดยทีมวิจัยกรุงศรี ได้ผลวิเคราะห์ที่รวบรวมมาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ดัชนีสมุทรศาสตร์ ทั้งดัชนี ONI ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาอย่างรวดเร็ว หลังจากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงต้นปี และดัชนี PDO และ IOD ที่แสดงแนวโน้มพายุในภูมิภาคที่มีผลอย่างมากต่อปริมาณฝนในไทย ตลอดจนอิทธิพลจากพายุประจำปี ทั้งพายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงและเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านแต่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 67 ปริมาณฝนในไทยจะมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 15-16% และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะลานีญาอย่างเต็มตัวในเดือนตุลาคม 67 ทำให้ในเดือนก.ย.-ต.ค.เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงอุทกภัยในทุกภูมิภาค

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างซึ่งเป็นทางน้ำผ่าน และภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สินของชาวบ้าน เช่น บ้าน โรงงาน เครื่องจักร สินค้าเกษตร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคด้วย

ทีมวิจัยกรุงศรีได้จำลองสถานการณ์ไว้ 3 กรณี และคาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 8.6 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายมากกว่า 4.65 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.27% ของจีดีพี อย่างไรก็ตาม ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (จำกัด) มหาชน กล่าวว่า แม้ว่าความเสี่ยงอุทกภัยในปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้น แต่วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 54 เนื่องจากในปี 67 นี้มีปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่า มีพื้นที่รองรับน้ำมากกว่า รวมถึงความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐและการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายประการ โดยเฉพาะจำนวนพายุที่เคลื่อนที่เข้าสู่ไทยที่จะส่งผลต่อปริมาณฝนและพื้นที่ที่เกิดฝนตกหนัก อันเนื่องมาจากภาวะโลกรวนในปัจจุบันที่ทำให้สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว (Extreme weather) เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น

แม้จะมีอะไรเข้ามาอีกมากมาย แต่เมื่อเรารู้ก่อน ก็ต้องเตรียมความพร้อม ให้ผลกระทบเกิดขึ้นน้อยที่สุด เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ