ทุนนอกผวา “การเมืองไทยไม่นิ่ง” ชะลอลงทุน หวั่น “เศรษฐา” ถูกสอย
ต้นกุมภาฯ อีจัน
13 สิงหาคม 2567

เรียกว่าเดือน ส.ค.67 เป็นเดือนแห่งการเมืองร้อนก็ว่าได้ ภายหลังจากวันที่ 7 ส.ค.67 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “ยุบพรรคก้าวไกล” ไปแล้ว ล่าสุดวันที่ 14 ส.ค.67 เป็นคิวของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะต้องลุ้นรับฟังคำพิพากษาเช่นกัน ซึ่งกรณีของนายกฯนิด ผลตัดสินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย หากเกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง”
วันนี้ (13 ส.ค.67) ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยคำร้อง ของกลุ่ม 40 อดีตสมาชิกวุฒิสภา ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรี กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายพิชิต ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ข่าวน่าสนใจอื่น
ล่าสุด นายเศรษฐาฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนกรณีดังกล่าวว่า วันที่ 14 ส.ค.67 นายกฯกล่าวปฏิเสธว่าไม่ได้ไปฟังคำตัดสินด้วยตนเอง และได้มอบหมายให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปรับฟังแทน ซึ่งในวันดังกล่าว นายกฯ มีภารกิจอื่นๆ ต้องไปจัดการตามตารางที่ได้กำหนดไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาและให้ความสำคัญ เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริง ผลนั้นจะส่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และทิศทางที่เศรษฐกิจจะไปต่อนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง จนสร้างความไม่มั่นใจต่อทั้งประชาชน และหนักที่สุดมีผลต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
โดยภาคเอกชน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องการถอดถอนความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐาฯ เป็นเรื่องที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อนโยบาย และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในไทย เพราะการเมืองไม่นิ่ง นักลงทุนอาจจะชะลอการลงทุนได้เช่นกัน
“ต้องยอมรับว่านายกฯ เป็นผู้นำของประเทศ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาก็ทำมาหลายอย่าง โดยเฉพาะเดินทางไปพบนักลงทุนทั่วโลก ทำให้เกิดการจูงใจนักลงทุน แต่หากจะให้ประเมินผลงานนายกฯ ในช่วง 1 ปี ถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จึงอยากให้นายกฯ ทำงานเหมือนเดิม และเกิดความต่อเนื่อง”นายเกรียงไกร กล่าว

ขณะที่ รายงานจาก สำนักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างมากต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ โดยมีการคาดการณ์สถานการณ์การเมืองในวันที่ 14 ส.ค.67 ซึ่งศาลจะมีคำวินิจฉัยคดีคุณสมบัตินายกฯ
- กรณี Base Case ที่ศาลตัดสินเป็นคุณกับนายกฯ จะทำให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันดำเนินการต่อไปได้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.5% ในปี 67 และขยายตัว 3% ในปี 68 ในเรื่องดังกล่าวประเมินว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 80%
- กรณี Worse Case หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณกับนายกฯ และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกฯ ใหม่ แต่ยังได้นายกฯ มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องมีกระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ ส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 68 ล่าช้าไป 1 ไตรมาส คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ในปี 67 และขยายตัว 2.7% ในปี 68 กรณีนี้มีความเป็นไปได้ประมาณ 15%
- กรณี Worst Case หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณกับนายกฯ และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกฯ ใหม่ แต่ไม่สามารถสรรหาได้ภายในไตรมาส 3/67 ซึ่งจะกระทบกับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 68 ให้ล่าช้าออกไปอีก 2 ไตรมาสเป็นอย่างน้อย คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2% ในปี 67 และขยายตัว 2.5% ในปี 68 ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้ประมาณ 5%