เอกชน มึน “รัฐ” ใช้ พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ห้ามดริ้งเกินเที่ยงคืน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

12 พฤศจิกายน 2568

เอกชน มึน “รัฐ” ใช้ พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ห้ามดริ้งเกินเที่ยงคืน

ตามที่ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้วันแรกในวันที่ 8 พ.ย.68 โดยเป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับ พ.ศ. 2551 

สำหรับประเด็นปัญหาของ พ.ร.บ.นี้ เมื่อถึงเวลาหยุดห้ามขาย 14.00-17.00 น. หรือช่วงหลังเวลา 00.00 น. หากมีลูกค้า หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติดื่มเกินเวลาดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีเบียร์เหลืออยู่ครึ่งขวด หรือครึ่งเหยือก จะโดนปรับ 10,000 บาททั้งร้านค้า และลูกค้า นั้น

วันนี้ (12 พ.ย.68) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การออกกฎหมายโดยไม่ได้คำนึงถึงความรอบคอบและข้อเท็จจริง หรือเป็นการแค่ออกกฎหมายมาให้ทันกับสถานการณ์ หรือในช่วงเวลานั้นๆ สุดท้ายจะเกิดปัญหาที่ทิ้งไว้กับคนรุ่นหลังต่อไป

สำหรับกฎหมายแอลกอฮอล์ยังมีความทับซ้อน และสร้างความมึนงงอยู่มาก เนื่องจากผู้ออกกฎหมายมีหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่อควบคุมการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ซึ่งข้อกฎหมายส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจ ทำให้ผู้ที่ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามรู้สึกว่ากฎหมายนี้มันมีข้อกำหนดมากเกินไป

“เพราะฉะนั้น กกร. หรือสภาอุตสาหกรรม พูดถึงปัญหาซ้ำซาก ก็เพื่อนำไปสู่ทุกภาคส่วน จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง กฎหมายแอลกอฮอล์ที่บอกว่างงอาจไม่ได้มึนงงที่แอลกอฮอล์ แต่มึนงงเพราะความทับซ้อน“

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ กล่าวว่า จากการประกาศให้มีกฎหมายดังกล่าว ทำให้ประเทศออสเตเลียเป็นประเทศแรก ที่ออกมาประกาศเตือนประชาชนชาวออสเตรเลีย ผู้ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังแล้ว คาดว่าประเทศอื่นๆ จะประกาศเตือนตามมาเช่นกัน ซึ่งประเทศไทย เข้าหน้าไฮท์ซีซั่นพอดี ทำให้กระทบเศรษฐกิจแบบเต็มๆ 

“ไม่เข้าใจคนที่เซ้นต์กฏหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร อ่านรายละเอียดไหม ว่าจะสร้างปัญหาตามมาในแง่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวมหาศาล และกระทบธุรกิจร้านอาหารเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวหรือโซนท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ”

ทั้งนี้ การออกกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาล ควรตั้งอยู่ในกรอบเพื่อช่วยเหลือดูแลส่งเสริมให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้โดยราบรื่นและคล่องตัวไม่ใช่ออกกฎหมายมาเพื่อสร้างปัญหาหรือกระทบเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงปิดกั้นการค้าขายของประชาชนให้ลำบากยิ่งขึ้น