“สมาคมภัตตาคารไทย” ชงรัฐบาลเพิ่มวงเงินคนละครึ่งพลัส 400 บาท/วัน
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
11 กุมภาพันธ์ 2569

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลใหม่ขยายฐานร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสใหม่ ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2569 นี้ หลังในเฟสแรก กำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะร้านค้าอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นร้านไมโครเอสเอ็มอีหรือร้านขนาดเล็กที่อยู่นอกระบบภาษี
สมาคมฯ จึงต้องการให้ขยายขอบเขตเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และสามารถเป็นนิติบุคคลได้ โดยทั้งนี้หากเป็นร้านอาหารที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี ต้องเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
“ จริงๆ แล้ว Micro SME (MSME) มีประมาณ 9 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ในเฟสแรกมี MSME ที่เข้าโครงการได้เพียงประมาณ 1 ล้านรายเท่านั้น หากรัฐขยายฐานในส่วนนี้จะทำให้เปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารมากขึ้น ซึ่งก็ยังเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก อีกทั้งรัฐบาลยังจะมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เข้ามา ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจ เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับโอกาสในปีที่ผ่านมา ทั้งที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของพนักงาน ค่าประกันสังคม และอื่นๆ” นางฐนิวรรณ กล่าว
ขณะเดียวกันในรอบแรกที่รัฐบาลเปิดโครงการคนละครึ่งพลัสในปี 2568 วงเงินประมาณ 44,000 ล้านบาทได้สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายได้อย่างมหาศาลเราจึงอยากให้รัฐบาลให้โอกาสกับร้านค้าอีกกลุ่มให้เข้ามาเป็นทางเลือกของผู้บริโภคด้วยซึ่งก็ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในวงกว้างมากขึ้น
นางฐนิวรรณ กล่าวด้วยว่า โครงการฯ เฟสใหม่นี้อยากให้รัฐบาลคงค่าจ่ายสุงสุดไม่เกินวันละ 400 บาท ต่อวัน เพิ่มขึ้นจากคนละครึ่งรตัฐบาลก่อนที่กำหนดการจ่ายสูงสุดวัน 300 บาท แบ่งเป็น รัฐจ่าย 150 บาท ประชาชนจ่าย 150 บาท ซึ่งปกติประชาชนใช้จ่ายประมาณ 300 บาทในการกินอาหารในร้านอาหารต่อมื้ออยู่แล้ว ดังนั้นหากเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายขึ้นและขยายฐานให้ร้านอาหารไซส์เอสสามารถเข้าร่วมโครงการได้ก็จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกได้มากขึ้น
ทั้งนี้ในช่วงเดือนพ.ค. – ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวหรือโลว์ซีซันหากในช่วง 3 เดือนนี้ รัฐบาลทำโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟสใหม่ ออกมาก็จะช่วงประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้