สภาพัฒน์ เตือนแรง! เงินเดือนหลักแสนยังค้างจ่ายหนี้
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
23 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (23 ก.พ. 69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ว่า สถานการณ์แรงงาน ไตรมาสสี่ ปี 2568 การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคนลดลง 0.9% จากไตรมาสสี่ ปี 2567 จากการหดตัวในภาคเกษตรกรรม 3.4% ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.2% โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า และสาขาการผลิต ขยายตัว 3.2% และ 1.2% แต่สาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก หดตัว อัตราการว่างงานรวมลดลง โดยอยู่ที่ 0.70% หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
ทั้งนี้ ผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและนายจ้างเลิก/หยุด/ปิดกิจการ เป็นกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ้นที่ 18.1% สำหรับผู้เสมือนว่างงาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของผู้เสมือนว่างงานภาคเกษตร ส่วนอัตราการว่างงานระบบอยู่ที่ 1.78% ลดลงจาก 1.81% ในปี 2567 ภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำ อยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยผู้มีงานทำ มีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า ส่วนอัตราการว่างงาน ปี 2568 อยู่ที่ 0.81% สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทยและการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี และ 2.การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของแรงงานจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ Al อย่างชัดเจนและเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ
ขณะที่สถานการณ์หนี้สินครัวเรือน ไตรมาสสาม ปี 2568 ลดลง 0.29% โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท เป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทรงตัวอยู่ที่ 86.8% ต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.4% ต่อ สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ของไตรมาสก่อน
สำหรับประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ มี 2 เรื่องหลัก ดังนี้
1.การกำกับดูแลสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่นและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) เนื่องจากเข้าถึงได้ง่ายเงื่อนไขในการพิจารณาที่มีความผ่อนปรนและผู้ใช้มีอายุและรายได้ต่ำกว่าผู้ใช้สินเชื่อแบบดั้งเดิม ทางร้านจะต้องมีการกำหนดเพดานหนี้เพื่อทำให้แก้ปัญหาในครัวเรือนโดยเฉพาะการเซ็นชื่อเพื่อการยิ่งโภค
2.ควรมีรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น จากผลสำรวจจาก SCB EIC ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กระจายไปยังทุกระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่ยังประสบปัญหาการชำระหนี้มากที่สุดหรือคิดเป็นสัดส่วน 69% ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ 51% ขณะที่กลุ่มที่มีราได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วน 36% ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 100,000 บาทต่อเดือน ขึ้นไป จากเดิมที่คิดว่าไม่มีปัญหาก็กลับพบว่ามีปัญหาในการชำระหนี้ 21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ดังนั้นจะต้องสร้างความตระหนักรู้และมาตรการจูงใจในการจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา เพื่อให้การชำระหนี้ลดลงและลดการก่อหนี้ใหม่
“กลุ่มผู้มีรายได้สูงตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ที่มีหนี้ค้างชำระ ส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้าน หนี้รถ”