คนซื้อบ้านมีสะดุ้ง ราคาจ่อพุ่ง 10% หลังพิษสงครามดันต้นทุนบาน

คนซื้อบ้านมีสะดุ้ง ราคาจ่อพุ่ง 10% หลังพิษสงครามดันต้นทุนบาน ราคาขนส่ง วัสดุก่อสร้างแพงขึ้น

วันนี้ (27 พ.ค. 69) นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมตลาดที่อยู่ที่อาศัย เริ่มส่งสัญญาณกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกหลังจากเผชิญภาวะหดตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยไตรมาส 1 ปี 2569 มีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยสินเชื่อใหม่ทั่วประเทศรวม 121,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมยอดสินเชื่อยอดปล่อยสินเชื่อบ้านทั้งระบบในไตรมาสแรกอยู่ที่ 199,000 ล้านบาท เติบโต 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน มูลค่า 190,000 ล้านบาท ถือเป็นการกลับมาเติบโตหลังจากหดตัวต่อเนื่องมา 2 ปี

ขณะที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศขยายตัว 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% มูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% แยกเป็นบ้านแนวราบหรือบ้านจัดสรร 48,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.2% และอาคารชุดคอนโดมิเนียม 23,837 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.3%

ขณะที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อใหม่ จึงหันมาดึงลูกค้ารีไฟแนนซ์ที่มีประวัติดีแทน ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2561 เป็น 14%  ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มียอดปล่อยสินเชื่อเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 68.6% กินส่วนแบ่งการตลาด สินเชื่อใหม่ถึง 40%  นอกจากนี้ ธอส. ยังร่วมมือกับผู้ประกอบการจัดทำ “โรงเรียนการเงิน” เพื่อให้ผู้ที่อยากมีบ้านแต่ประวัติยังไม่พร้อม เข้ามาเตรียมตัวและเดินบัญชีเป็นเวลา 2 ปี ก่อนยื่นกู้จริง

นายณรงค์พล  กล่าว สำหรับแนวโน้มภาพรวมตลาดที่อยู่ที่อาศัยทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่ามีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิประมาณ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงจากปัจจัยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน แต่ยังคงมีตัวแปรในเชิงบวกทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับลดลงน้อยกว่าชที่คาดการณ์ไว้เดิม สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ว่าจะขยายตัวในได้ 1.5 – 2.5% ซึ่งเกิดจากมาตรการทางการคลัง อาทิ การจัดทำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท และการขยายมาตรการ LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่ประเทศไทย (ธปท.)

รักษาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)  กล่าวต่อไปด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งเกือบ 3% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2% สาเหตุหลักมาจากวิกฤตสงครามและน้ำมันขาดแคลน ส่งผลให้ค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น 15-20% ส่งผลให้แนวโน้มราคาบ้านแม้ไตรมาสแรกดัชนีค่าก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% และยังไม่กระทบมากนัก แต่ประเมินว่าในอนาคตต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะส่งผลกระทบให้ราคาบ้านใหม่ต้องปรับเพิ่มขึ้น 5-10% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้