หาดทิพย์ ย้ำไม่ขึ้น! โคคา-โคล่า ในภาคใต้ หลังค่าขนส่ง-แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

ธรรมธรรม อีจัน

ธรรมธรรม อีจัน

24 มีนาคม 2569

หาดทิพย์ ย้ำไม่ขึ้น! โคคา-โคล่า ในภาคใต้ หลังค่าขนส่ง-แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

วันที่ 24 มีนาคม 2569 พลตรี พัชร รัตนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เปิดเผยถึงเป้าหมายธุรกิจปี 2569 ว่า ยังคงเป็นอีกปีที่ท้าทายต่อเนื่องจากปีก่อนที่เผชิญอุปสรรคหลายด้าน ขณะที่ปีนี้มีปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและประชาชนโดยรวม

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าสิ่งที่ควบคุมได้คือการปรับตัวภายในองค์กร เพื่อรักษาระดับอัตรากำไร  เนื่องจากต้นทุนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารรายได้และควบคุมต้นทุน

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น​แทนการใช้พลาสติก เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วและบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ​นำรถพลังงานสะอาด​มาใช้ในการขนส่ง​

“ปัจจุบันบริษัทมีสต๊อกขวดแก้วและบรรจุภัณฑ์เพียงพอต่อแผนการเติบโตในระยะสั้น และยังไม่มีการสั่งผลิตเพิ่มในขณะนี้ เนื่องจากบริษัทไม่ได้ผลิตขวดแก้วเอง แต่ต้องจัดซื้อจากผู้ผลิตภายนอก อย่างไรก็ตาม มีแผนพิจารณาสั่งซื้อเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต โดยยอมรับว่าต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนขนส่งและบรรจุภัณฑ์”

สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ มองว่าจะยังคึกคัก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้น และประเทศไทยยังมีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แม้มีการแข่งขันในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขาย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่ส่งผลดีต่อธุรกิจเครื่องดื่ม

ขณะเดียวกันมีแผนจะออกเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล เพื่อรองรับภาษีความหวาน​และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค​   ซึ่งหากสภาวะความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ลุกลามบานปลาย ประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5%

“บริษัทเผชิญต้นทุนขนส่งและบรรจุภัณฑ์พุ่ง แต่หากในกรณีที่เลวร้ายที่สุดประเมินว่า​จะส่งผลต่อค่าขนส่ง​ ต้นทุน​แพคเกจจิ้ง​ กระทบกำไรเกิน​ 100 ล้านบาท จึงเร่งบริหารต้นทุนทั้งระบบ พร้อมหันใช้ขวดแก้วมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วง 1-2 เดือนนี้ เนื่องจากกังวลกระทบยอดขาย และไม่ต้องการผลักภาระให้ผู้บริโภค อีกทั้งการขึ้นราคาต้องขออนุญาตกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์”

สำหรับ กลยุทธ์การตลาดของคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคนึกถึง “โค้ก” เป็นอันดับแรก ไม่ใช่ไปคิดถึงแบรนด์อื่น ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมทำงานกับหาดทิพย์มากว่า 20 ปี พบว่าคนใต้เป็นคนจริงใจ รักแล้วรักเลย ดังนั้นถ้าเขาเชื่อมั่นในแบรนด์ ไม่ว่าจะขายแพงหรือถูก เขาก็ยังเลือกซื้อเราอยู่

อีกประเด็นสำคัญคือการออกบรรจุภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจตึงตัว สินค้าราคา 10 บาทถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยังสามารถจับต้องได้ ซึ่งเราเริ่มผลิตในภาคใต้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และปัจจุบันขยายเข้ามาในกรุงเทพฯ แล้ว พร้อมเดินหน้าพัฒนา affordable pack อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ธุรกิจของเรามีจุดเด่นคือสามารถมอบ ‘ช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ’ ให้กับผู้บริโภคได้ แม้จะใช้เงินเพียงเล็กน้อย อย่างการจ่าย 10 บาท แต่ได้ความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจแบบใดก็ตาม

ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันในตลาด​ มองว่ายังคงมีความรุนแรง​ ยังได้แรงบวกจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ แม้นักท่องเที่ยวจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น​ ประกอบการเติบโตของร้านสะดวกซื้อ​และธุรกิจค้าส่ง-ปลีก​ในภาคใต้ และการเข้าสู้ฤดูร้อน จะส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจในไตรมาส​ 1​ หรือ​ครึ่งแรกของปีนี้

ภาพรวมและผลประกอบการปี 2568 ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง และวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายปี ซึ่งส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์  ในพื้นที่ภาคใต้เติบโตเพียง 1% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากการปรับกลยุทธ์ที่เน้นความคุ้มค่า​ผ่านการจัดโปรโมชั่นเพิ่มปริมาณสินค้าและของแถมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ ยังคงสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าภาพรวมตลาด โดยมี รายได้รวม 8,258 ล้านบาท เติบโต 1.6% แม้จะมี กำไรสุทธิ 568 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยเนื่องจากการทุ่มงบประมาณเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดและการลงทุนเพื่อความแข็งแกร่งในระยะยาว

จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เสนอผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 23 เมษายน 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2568 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569