“ผยง ศรีวณิช” บินดูงาน “เอคเซนเชอร์-หัวเว่ย” หวังนำเทคฯปั้นระบบการเงินไทย
ต้นกุมภาฯ อีจัน
14 สิงหาคม 2567

เมื่อโลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนา “เทคโนโลยี” ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะ “มนุษย์” ได้นำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ในหลากหลายด้าน เพื่อสร้างความสะดวกสบาย ซึ่งเทคโนโลยีน้องใหม่อย่าง “ปัญญาประดิษฐิ์” หรือคำที่เรียกติดปากแถมคุ้นหูอย่างดีในชื่อ “เอไอ” สามารถสร้างประโยชน์ทั้งกับผู้ใช้งาน และผู้พัฒนาในนาม “ธุรกิจ” ได้ดีมากทีเดียว
ซึ่งครั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย นำโดยหัวเรือใหญ่อย่าง “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หรือ “พี่ยง” ซีอีโอใหญ่ผู้หลงใหลในเทคโนโลยี และมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี รวมถึงสร้างวัตกรรมใหม่ๆ ยกระดับระบบการเงินไทยให้เทียบเท่าชั้นนำในระดับสากลมากยิ่งขึ้น
โดยได้นำทัพสื่อมวลชนบินลัดฟ้าไปถึงเมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 7 – 11 ส.ค.67 ซึ่งได้เดินทางเข้าสู่เมืองจีน เพื่อเข้าศึกษาดูงานบริษัท เอคเซนเชอร์ (Accenture) และบริษัท หัวเว่ย (Huawei) ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารยักษ์ใหญ่ของประเทศจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก
“พี่ยง” ซีอีโอใหญ่แห่งแบงก์กรุงไทย ย้ำว่าการเดินทางมาศึกษางานที่จีน ธนาคารให้ความสำคัญกับนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงนำเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่โดนใจลูกค้า

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB)
โดยมีความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ธนาคารกรุงไทย จึงได้พามาทำความรู้จักกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ด้านเทคโนโลยี คือ เอคเซนเชอร์ และหัวเว่ย เพื่อให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญที่จะมีส่วนขับเคลื่อนธุรกิจการเงินในอนาคต
เริ่มต้นจากการทำความรู้จักกับเจเนอเรทีฟ เอไอ (Generative AI) หรือ เจน เอไอ (Gen AI) คือ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับคอนเทนต์ที่สร้างโดยมนุษย์มากขึ้นมาได้ อิงจากรูปแบบที่เรียนรู้จากชุดข้อมูลที่มีอยู่ โดยสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งคอนเทนต์ในรูปแบบของข้อความ โค้ดโปรแกรม รูปภาพ วิดีโอ เสียงดนตรี ฯลฯ
ทำให้เจน เอไอ ถูกนำไปใช้งานในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การให้บริการลูกค้าด้วยแชทบอท โค้ดดิ้ง (Chatbot Coding) การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล เป็นต้น

โดยอุตสาหกรรมธนาคารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกวิเคราะห์ว่าจะได้รับผลกระทบและประโยชน์จากเจน เอไอ มากที่สุด เนื่องจากเกือบ 3 ใน 4 ของงานทั้งหมดเหมาะกับการออโตเมชัน (Automation) หรือการใช้เจนเอ ไอ ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่เป็นงานรูทีน (กิจวัตรประจำวัน) หรือการใช้เจน เอไอ มาสนับสนุนและทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อให้รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพ แม่นยำมากขึ้น
และตำแหน่งงานแทบทุกตำแหน่งของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในงานหลังบ้าน (Back Office) และหน่วยงานควบคุมการปฏิบัติงาน (Middle Office) ไปจนถึงตำแหน่งแผนกต้อนรับส่วนหน้า (Front Office) ที่ให้บริการลูกค้าโดยตรงต่างก็มีแนวโน้มที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากเจน เอไอได้
ชวนมาทำความรู้จักกับ “เอคเซนเชอร์” บริษัทที่ปรึกษาและให้บริการด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ที่ช่วยให้ธุรกิจ รัฐบาล และองค์กรทั่วโลกสร้างดิจิทัล คอร์ (Digital Core) เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน การเติบโตของรายได้ และพัฒนาบริการที่นำเสนอให้กับลูกค้า
ปัจจุบันเอคเซนเชอร์มีพนักงานกว่า 750,000 คน ให้บริการลูกค้าในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง

โดยเอคเซนเชอร์ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และที่ปรึกษาของธนาคารกรุงไทย ในการพัฒนาดิจิทัล โซลูชั่น (Digital Solutions) รวมถึงการพัฒนาดิจิทัล ทาเลนจ์ (Digital Talents) ผ่านการร่วมทุนในบริษัท Arise by Infinitas ซึ่งวางตัวเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ รวมถึงดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสามารถจากต่างประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านความสามารถขององค์กร (Digital Capabilities) และรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มธนาคารกรุงไทย
Gen AI Studio ที่เมืองเซินเจิ้น เป็นหนึ่ง Gen AI Studio 24 แห่งทั่วโลกของเอคเซนเชอร์ ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีด้านที่โฟกัสแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมเด่นของแต่ละภูมิภาค โดยที่ Gen AI Studio เมืองเซินเจิ้น เป็นแบบ Full Scale ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมและฟังก์ชั่นงาน
โดย Gen AI Studio เป็นพื้นที่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ และ Data Scientists ของเอคเซนเชอร์ จะได้ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้า มีการจัดเซ็กชั่นให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องของการนำเจนเอไอ มาใช้ผ่านการนำเสนอตัวอย่าง และการได้ลองสัมผัสประสบการณ์ตรง รวมถึงความเป็นไปได้และความท้าทายในการนำเจน เอไอ มาใช้ในบริบทของลูกค้าแต่ละราย

จากนั้นจะร่วมกับลูกค้าศึกษาและเลือกว่า Gen AI Platform และเครื่องมือใดที่เหมาะสมที่สุด และเลือกสิ่งที่เป็น Quick Win มาทำ Proof of Concept (PoC) เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ และดูแลไปจนถึงการพัฒนาโซลูชั่นและสนับสนุนเรื่องการให้ความรู้และอัพสกิล
ด้านเจนเอไอ กับคนในองค์กรของลูกค้า เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าเพิ่มจากเจน เอไอ โดยเอคเซนเชอร์ได้ช่วยลูกค้าในการนำเจน เอไอ มาใช้ในธุรกิจต่างๆ รวมถึงธุรกิจธนาคาร ด้วยการนำเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ไปใช้ในธุรกิจธนาคาร แบ่งได้เป็น 3 บทบาท ดังนี้
1.LLM as Knowledge Manager การนำเอาความสามารถในการจัดการข้อมูลของ AI มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้ Knowledge Sharing มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การนำมาใช้ในการตอบคำถามใน Contact Center
2.LLM as Coach เช่น ใช้ในการมอนิเตอร์ หรือเทรนนิ่งพนักงาน หรือเป็นผู้ช่วยในการโค้ดดิ้ง
3.LLM as an Advisor การนำเอาความสามารถด้านการใช้เหตุผลของ LLM มาใช้ในการให้คำแนะนำและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

เช่น 1.การใช้เครื่องมือเจน เอไอ มาใช้เป็นผู้ช่วยในการขายและการให้บริการลูกค้า ทั้งในช่วงเตรียมตัวก่อนพบลูกค้า ระหว่างการพบลูกค้า และหลังการพบลูกค้า โดยเครื่องมือดังกล่าว สามารถแนะนำประเด็นที่จะพูดคุยกับลูกค้า วิธีการตอบ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามานำเสนอ รวมถึงเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่นได้ เพิ่มประสิทธิภาพและยอดขายของพนักงาน
2.การนำ AI มาทำให้ Business Intelligence (BI) ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของการทำ 1) Descriptive Analytics เช่น รายงานและ Visualization ข้อมูลทางธุรกิจต่างๆ 2) Diagnostic Analytics หรือการวิเคราะห์หาสาเหตุ ทำความเข้าใจข้อมูลเพื่อให้ได้ Insights 3) Predictive Analytics หรือการคาดการณ์หรือวางแผนสำหรับอนาคต และ 4) Predictive Analytics หรือการให้คำแนะนำว่า จากข้อมูลทางธุรกิจที่มีควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ขณะเดียวกัน ได้เยี่ยมชมบริษัท หัวเว่ย เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของโลก มีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค และโซลูชั่นสำหรับธุรกิจ มีพนักงานมากกว่า 2 แสนคน เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัยและพัฒนา (R&D)
ดังนั้น พนักงานกว่า 55% ทำงาน ในส่วน R&D มีการลงทุนใน R&D เป็นอันดับ 5 ของโลก ในด้านการดำเนินงาน มีอัตราการเติบโตในด้านการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อส่งมอบบริการผ่านเครือข่าย (Computing Cloud) ซึ่งมีทั้ง Public Cloud และ Private Cloud รวมถึง อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) และแกดเจ็ต (Gadget)

ส่วนธุรกิจใหม่ๆ คือดิจิทัลเพาเวอร์ ซึ่งโฟกัสที่ระบบอินเวอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ ล่าสุด คือ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ทำระบบปฏิบัติการรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งรถฉางอันก็ใช้ระบบปฏิบัติการของหัวเว่ย อยู่รายได้ในปี 66 มากกว่า 99.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน
หัวเว่ยมีการลงทุน R&D อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 130 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฉพาะปี 65 ลงทุนมากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์ มีวิศกรที่จบปริญญาเอกมากกว่า 5 พันราย
นอกจากนี้ ยังทุ่มทุนสร้าง Huawei Dongguan Campus ที่จำลองเมืองและสถานที่สำคัญของทวีปยุโรปไว้บนพื้นที่กว่า 300 เอเคอร์ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานของพนักงาน เช่น ห้องสมุด ทะเลสาบ และระบบรถราง โดยใน Campus นี้มีคนทำงานอยู่ประมาณ 30,000 คน เน้นด้านการทำวิจัยและพัฒนา และมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆ

นอกจากนี้ Dongguan Campus ยังเป็นที่ตั้งของ Huawei Cyber Security Center ที่จัดแสดงกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของสมาร์ทดีไวท์ การกำกับดูแลด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เป็นต้น
เทคโนโลยีใหม่ของหัวเว่ย คือ เทคโนโลยีเอไอ ชื่อผานกู่ (PANGU) ซึ่งเป็น Large Language Model คล้ายๆ ChatGPT ที่เน้นการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง E-government ภาคการผลิต ยา เหมือง Virtual Human คอลเซ็นตอร์ ซัพพลายเชนต่างๆ ซึ่งในภาคธนาคารเองก็มีการใช้ผานกู่ เช่น ธนาคาร ICBC ใช้เพิ่มประสิทธิภาพของระบบคอลเซ็นเตอร์ ทำให้ใช้เวลาในการคุยกับลูกค้าลดลง 15% เวลาในการรีวิวลดลง 20% เพราะลดขั้นตอนการทำงาน จาก 5 ขั้นตอน เหลือ 1 ขั้นตอน ทำให้รวดเร็วมากขึ้น

หัวเว่ยเป็น Tech Giant ในจีน สามารถซับพอร์ตธุรกิจธนาคารในหลายด้าน ปัจจุบันหัวเว่ยเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของกรุงไทย โดยมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว
สำหรับการพัฒนา Cloud Huawei เปิดให้บริการกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มากกว่า 85 Data Center ทั่วโลก ทั้งในจีน ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ ยุโรป ละตินอเมริกา ส่วนในไทยมี 3 Data Center ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่มี Data Center ในประเทศไทย บริษัทอื่นๆ อาจจะเลือกลงทุนในสิงคโปร์
แต่หัวเว่ยเลือกลงทุนในประเทศไทย และมีพาร์ทเนอร์ในไทยมากกว่า 300 ราย มีสตาร์ทอัพกว่า 100 ราย SME มากกว่า 1,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีบริการ Open Lab ให้กับลูกค้าได้ทดสอบโซลูชั่น และมี 5G Ecosystem Innovation Center ขณะที่เทคโนโลยีเอไอ หัวเว่ย ได้นำเอไอมาใช้ในการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น รวมถึงการบริหารความเสี่ยงมีเอไอเข้าใจ และสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เข้าใจลูกค้ามากขึ้น
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ “ธนาคารกรุงไทย” พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทต่อการสร้างระบบการเงินให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผ่านนวัตกรรมสุดล้ำ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการ และยกระดับธนาคารไทยสู้ระดับชั้นนำระดับสากลได้อย่างแน่นอน!
