วันนี้ (7 พ.ค.69) นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิเผยว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันจากสงครามที่ยังยืดเยื้อ แนวโน้มธุรกิจธนาคารในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของดอกเบี้ย และภารกิจสำคัญในการประคองลูกค้าให้ผ่านช่วงเศรษฐกิจเปราะบางไปให้ได้
“มันยากอยู่แล้ว ยากตลอดเวลา ปีนี้สถานการณ์ยังไม่มีความแน่นอน สงครามมีผลต่อต้นทุนหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่กระทบทั้งโลก” นายไชยฤทธิ์กล่าว พร้อมยอมรับว่าเดิมทีธนาคารประเมินว่าปี 2569 จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้มุมมองเปลี่ยนไปอย่างมาก
ก่อนเกิดสงคราม หลายฝ่ายประเมินว่าธนาคารกลางในหลายประเทศอาจทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมารุนแรงขึ้นจากปัจจัยสงคราม ทำให้บางประเทศเริ่มพิจารณาคงดอกเบี้ย หรือแม้แต่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
“ถ้าเป็นมุมมองก่อนหน้านี้ ทุกคนคิดว่าดอกเบี้ยจะลดต่อเนื่อง แต่พอเกิดสงคราม มุมมองก็เปลี่ยน บางประเทศอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ”
อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ลดลงเหมือนที่คาด แต่ธนาคารยังจำเป็นต้องช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว
“ธนาคารก็ต้องดูแลลูกค้า ต้องรักษาความสัมพันธ์ อาจไม่ได้ลดดอกเบี้ยแบบภาพรวม แต่จะเป็นแพ็กเกจช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม หรือดูเป็นรายลูกค้าแทน”
นายไชยฤทธิ์กล่าวว่า ภารกิจช่วยเหลือลูกค้าอาจกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารขณะนี้อยู่ที่ 2.4%-2.5% แต่ผลกระทบน่าจะไม่รุนแรงเท่าที่เคยกังวลไว้ก่อนหน้านี้
“ก่อนเกิดสงคราม เราคิดว่าปีนี้ NIM อาจลดต่อเนื่อง แต่พอสงครามเกิดขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ลดแล้ว ทำให้ภาพ NIM กลับมาเป็นกลางมากขึ้น แม้สุดท้ายเรายังต้องช่วยลูกค้าอยู่”
นายไชยฤทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียยังมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง แม้ค่าเงินยังอ่อนค่าและมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ แต่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและเป็นผู้ผลิตน้ำมันยังมีโอกาสได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
“อินโดฯ ยังมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย เงินเฟ้อยังเป็นเรื่องท้าทาย แต่เขาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ มีน้ำมัน ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันขึ้น เขาก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน”
สำหรับผลประกอบการโดยรวม ธนาคารยังคงเป้าหมายเดิม และยังไม่คิดปรับเป้าธุรกิจในเวลานี้ แม้ครึ่งปีหลังจะยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“ปกติเราไม่ค่อยปรับเป้า เราจะพยายามทำให้ถึงเป้ามากกว่า โดยเรื่องสินเชื่อมีเป้าขยายตัว 2-3%”
ขณะเดียวกัน รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการในช่วงที่รายได้ดอกเบี้ยชะลอตัว โดยเฉพาะกำไรจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับรายได้ของธนาคาร
“เหมือนมีตัวช่วยพยุงไว้ เวลาอัตราดอกเบี้ยลง บางส่วนของมาร์เก็ตก็กลับมาช่วย ทำให้ภาพรวมยังพอสมดุลได้”
นายไชยฤทธิ์กล่าวว่า สำหรับประเด็นการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการบังคับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ราว 15 รายการ มีประเด็นสำคัญคือการหารือร่วมกับ ธปท. มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเรื่องค่าธรรมเนียม โดยมีการพูดคุยหารือกันระหว่างธนาคารและสมาคมธนาคารไทยอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การบังคับฝ่ายเดียว
“การลดค่าธรรมเนียมเพื่อ SME การปรับลดค่าธรรมเนียมในครั้งนี้จะเน้นไปที่กลุ่ม SME เป็นหลัก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ”
ขณะเดียวกัน การปรับตัวของธนาคารธนาคารพาณิชย์ตระหนักดีว่าต้องทำให้องค์กรลีนขึ้น และต้องหาช่องทางรายได้จากค่าธรรมเนียมใหม่ ๆ ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
ทั้งนี้ แนวโน้มค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม รายการค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม (Transaction) ต่างๆ มีแนวโน้มที่จะต้องลดลง ซึ่งธนาคารเคยผ่านการปรับตัวในลักษณะนี้มาแล้วในอดีตเพื่อป้องกันการถูก Disrupt
“โดยรวมแล้ว การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุผลและมองดูต้นทุนเป็นหลัก เพื่อหาจุดสมดุลในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในขณะที่ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นายไชยฤทธิ์กล่าวว่า ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ผู้บริหารยืนยันว่าสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ คือ 3.1% และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคาร ซึ่งธนาคารไม่ได้กังวลมาก และยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้
ธนาคารยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกค้าตามระดับความรุนแรงของปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาเชิงระบบในระยะยาว โดยลูกค้าบางรายหนักมากก็ต้องช่วยมาก บางคนน้อยก็ช่วยตามความเหมาะสม ธนาคารต้องดูแลลูกค้าให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้
ส่วนการตั้งสำรอง ผู้บริหารย้ำว่าเป็นเรื่องของวินัยทางการเงิน และจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
“โลกทุกวันนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเคยเจอโควิด วันนี้ก็มีสงคราม เพราะฉะนั้นเวลามีกำไร เราก็ต้องกันสำรองไว้ก่อน เพื่อรองรับทั้งความเสี่ยงและโอกาสในอนาคต”
