งบสวัสดิการผู้สูงอายุพุ่ง 50% สูงสุดในรอบ 10 ปี
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
14 กันยายน 2568

แหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้วนั้น พบว่าในหมวดรายจ่ายเพื่อการสังคมสงเคราะห์ ในรายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ สูงกว่าปีงบประมาณ 2568 ถึง 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 จนถึง 2569 งบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุของประเทศไทย ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด โดยในปีงบประมาณ 2560 อยู่ที่ 244,000 ล้านบาท ต่อมาในปี 2563 ปรับขึ้นเป็น 335,000 ล้านบาท และล่าสุดในปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 365,000 ล้านบาท
ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุของปีงบประมาณ 2569 คิดเป็นประมาณเกือบ 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท
โดยปัจจุบันรัฐบาลมีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายเดือน ดังนี้
อายุ 60 ปีถึง 69 ปี ได้รับ 600 บาท/เดือน
อายุ 70 –79ปี ได้รับ 700 บาท/เดือน
อายุ 80-89 ปีได้รับ 800 บาท/เดือน
และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาท/เดือน
แหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมสูงอายุ ที่มีคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในช่วงปี 2548- 2566 และก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ที่มีคนสูงอายุตั้ง 20% ของจำนวนประชากร ในปี 2567 เป็นต้นไป และคาดว่าในปี 2574 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ( Super Aged Society ) โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 28% ของจำนวนประชากร
ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายประจำของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นงบรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการ,งบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและ 30 บาทรักษาทุกโรค,เบี้ยยังชีพคนชรา เป็นต้น ส่งผลให้งบรายจ่ายประจำของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 2.65 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70 % ของงบประมาณรายจ่าย ขณะที่รายจ่ายลงทุนภาครัฐ มีเพียง 8.64 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 23 % ของงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลมาตลอดกว่า 20 ปี โดยปีงบประมาณ 2569 ต้องกู้เพื่อชดเชยขาดดุล จำนวน 8.6 แสนล้านบาท
ขณะที่ FPO ระบุว่าระดับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลใน 3 ปีงบประมาณล่าสุด ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 ถึง 2568 สูงกว่าระดับที่เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพด้านหนี้ โดยปีงบประมาณ 2556 ขาดดุล 2.80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่ระดับที่รักษาเสถียรภาพด้านหนี้ของรัฐบาล ควรอยู่ที่ 2.47 % , ปีงบประมาณ 2567 ขาดดุลอยู่ที่ 3.72% ของ GDP ขณะที่จุดที่มีเสถียรภาพอยู่ที่ 1.82 % และปีงบประมาณ 2568 ขาดดุลอยู่ที่ 4.91 % ของ GDP ขณะที่จุดที่มีเสถียรภาพด้านหนี้อยู่ที่ 1.72%
ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รักษาการรองนายกรัฐมยตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลควรต้องเพิ่มขึ้นอีก 600,000 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการภาษีของรัฐบาลในปัจจุบันต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย ขณะที่แนวคิดการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ในการพิจารณา
ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียง 15% ซึ่งยังต่ำกว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับไทย ราว 3% หรือเราควรจะต้องมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอีก 600,000 ล้านบาท