SME Bank  กันเงิน 1.2 พันล้าน รับหนีเสีย  ตั้งเป้าปี 69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้าน

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

2 กุมภาพันธ์ 2569

SME Bank  กันเงิน 1.2 พันล้าน รับหนีเสีย  ตั้งเป้าปี 69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้าน

วันนี้ (2 ก.พ. 69) นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ในปี 2569 ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายสินเชื่อโต 80,000 ล้านบาท เพื่อให้ดีกว่าระดับเก่าที่สามารถทำได้ในปี 2568 ในระดับ 79,000 ล้านบาทที่ทำได้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 75,000 ล้านบาท ถือเป็นยอดสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมากว่า 23 ปี โดยกว่า 70% เป็นสินเชื่อวงเงินกู้ไม่กิน 15 ล้านบาท

“แม้จะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่มีการประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจขยายตัวลดลงจากปีก่อน แต่จะไม่ลดเป้าหมายเบิกจ่ายสินเชื่อต่ำกว่า 79,000 ล้านบาทที่ทำได้ในปี 2568  เพราะการประเมินเศรษฐกิจของเราค่อนข้างจะแม่นยำ เราเชื่อมั่นในเครื่องมือและศักยภาพของพนักงาน รวมถึงเน้นการบริหารจัดการหนีเสียที่ค้างชำระเกิน 90 วัน  (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยเงินสำรอง โดยธนาคารมีการกันสำรองส่วนเกินไว้เดือนละประมาณ 100 ล้านบาท หรือรวมกว่า 1,200 ล้านบาทต่อปี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่มาตรฐาน TFRS 9 ในปี 2570”  นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าว ในปี 2568 ที่ผ่าน สามารถลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลงมาเหลือเพียง 7.9% ต่ำที่สุดนับแต่ก่อตั้งธนาคารมา 23 ปี  โดยหากพิจารณาเฉพาะ NPLs หลังออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อปี 2558 จะพบว่ามีเพียง 2.69% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NCR) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 154% สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงเพื่อรองรับมาตรฐาน TFRS9 ในปี 2570 โดยในปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 261 ล้านบาท หลังหักสำรองส่วนเกินแล้ว

ขณะเดียวกัน ยังให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยมาตรการต่างๆ จำนวนรวมประมาณ 32,900 ราย เช่น พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่เอสเอ็มอีประสบมหาอุทกภัยภาคเหนือและภาคใต้  โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นต้น

“ความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 620,360 ราย ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบ ที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส โดยมียอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) อยู่ที่ 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับปี 2567” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต ระบุว่า สำหรับทิศทางในการดำเนินงานปี 2569 ธนาคารมุ่งมั่นเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยจะสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ที่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ อาหาร สุขภาพ และเกษตรแปรรูป  โดยมุ่งให้กลุ่มเหล่านี้สามารถยกระดับปรับเปลี่ยนพัฒนาสู่ธุรกิจใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มศักยภาพธุรกิจ  พัฒนาสู่การเป็นเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นกำลังสำคัญสร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน   

“แม้ในปีนี้จะมีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการคาดการณ์ GDP ว่าอาจไม่เติบโตเท่าปีที่ผ่านมา ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ แต่ธนาคารตั้งเป้าหมายว่ากการเบิกจ่ายสินเชื่อต้องไม่น้อยกว่าปี 2568 โดยคาดการณ์ว่ายอดสินเชื่อคงค้างรวมจะสามารถโตได้แตะระดับแสนล้านบาท”

กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวด้วยว่า SME D Bank ได้จัดเตรียม 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำคัญ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ตอบโจทย์นำไปลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ช่วยยกระดับธุรกิจ ได้แก่ 

1.โครงการ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

2.โครงการ “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” มุ่งเพิ่มศักยภาพยกระดับธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท

3.“สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธนาคารจะส่งเสริมการเงินควบคู่กับ “ด้านการพัฒนา” ผ่านโปรแกรมพัฒนาทั้งออนไซต์และออนไลน์ที่เข้มข้นและเชิงลึก เน้นเสริมศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ทันเทรนด์เทคโนโลยี AI การเงินเชิงกลยุทธ์ และโอกาสเจาะตลาดใหม่ อีกทั้ง ช่วยทำตลาดเชิงรุก 

รวมถึงยังให้ความสำคัญ ในการดูแลลูกค้ากลุ่มเปราะบาง (SM) ด้วยการติดตามดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด สอบถามก่อนเกิดปัญหา และช่วยบ่มเพาะเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าต่อไปได้ดีในอนาคต