หุ้นไทยเขียวไม่ไหวแล้ว ดัชนีพุ่ง 1,500 จุด เด้งรับ “ภาษีทรัมป์”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

23 กุมภาพันธ์ 2569

หุ้นไทยเขียวไม่ไหวแล้ว ดัชนีพุ่ง 1,500 จุด เด้งรับ “ภาษีทรัมป์”

วันนี้ (23 ก.พ.69) รายงานความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทย (SET) ณ เวลา 14.05 น. ดัชนีหุ้นอยู่ที่ 1,496.24 จุด เปลี่ยนแปลง +16.53 จุด มูลค่า 43,855.43 ล้านบาท โดยการเคลื่อนไหวสูงสุดอยู่ที่ 1,506.08 จุด และต่ำสุดที่ 1,486.78 จุด

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เผยว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งถอด “ไม้ตาย” ทรัมป์ แต่สงครามการค้ายังไม่จบ วันที่ 20 ก.พ.69 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6:3 ตัดสินว่าทรัมป์ใช้ IEEPA เกินอำนาจในการเรียกเก็บ reciprocal tariffs ทำให้ภาษีทั้งชุดถูกยกเลิก แต่ทรัมป์ตอบโต้ในวันเดียวกันด้วยการลงนาม Executive Order คืนภาษีกลับมาที่ 15% ภายใต้ Section 122 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งสูงกว่า baseline เดิมที่ 10% ด้วยซ้ำ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.69 ส่งผลให้ effective tariff rate ทั่วโลกยังอยู่ที่ 13–15%

แม้ภาษี IEEPA จะถูกศาลสั่งถอด แต่การที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีใหม่แบบ Broadbase 15% รวมถึงความไม่แน่นอนในการใช้มาตราอื่น ๆ มาแทนหลัง 150 วันนั้น ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีจำกัด คือ GDP ดีขึ้นเพียง +0.2–0.3% และเงินเฟ้อลดลงเพียง 0.3–0.5% ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือ “นาฬิกา 150 วัน” ของ Section 122 ที่จะหมดอายุในกลางเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งการที่ผลบวกจากการยกเลิกภาษีมีเพียงเล็กน้อย ขณะที่ความเสี่ยงมีมากขึ้น เราจึงยังคงมุมมองรวมถึงการประมาณการเศรษฐกิจไว้ที่เดิม

สำหรับไทย ภาระภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 19% เป็น 15% ขณะที่ความไม่แน่นอนมีมากขึ้น ทำให้การส่งออกทั้งปียังคาดว่าจะหดตัว -1.0% และ GDP ไทยปี 2026 ยังคาดที่ 1.7% ทั้งนี้ เรามองว่า ความเสี่ยงด้านภาษีการค้าหรือ Tariff Risk Premium จะยังคงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับมือต่อไป

บทวิเคราะห์ทิศทางและความเสี่ยงเศรษฐกิจและการลงทุนไทยในระยะต่อไป ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีความท้าทาย โดย InnovestX คาด GDP เติบโตเพียง 0.9% ต่ำสุดในรอบหลายไตรมาส จากสี่ปัจจัยกดดันหลักที่ทำงานพร้อมกัน ได้แก่
1.สุญญากาศทางการเมือง” ที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนและเจรจา FTA ได้
2.ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากภาวะเงินฝืดต่อเนื่องเดือนที่ 10 หนี้ครัวเรือนสูง
3.ผลชั่วคราวของ EV 3.0 ที่หมดลง, และ
4.ผลกระทบจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่แม้ IEEPA จะถูกยกเลิกแต่ Section 122 ที่ 15% ยังคงกดดันการส่งออกไทย

ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยสู่ 1.00% ในเดือนเมษายนเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ SET ที่วิ่งขึ้น 18% YTD นั้นมาจาก re-rating ด้านความเชื่อมั่นมากกว่า fundamental จริง โดยความเสี่ยงหลักที่นักลงทุนต้องติดตามคือการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจยืดเยื้อ

สัญญาณธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ท่าทีหรือนโยบายการเงินที่แข็งกร้าวของธนาคารกลาง มุ่งเน้นการต่อสู้กับเงินเฟ้อเป็นหลัก (Hawkish) กว่าคาด และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่ง InnovestX ประเมินโอกาส downside scenario ไว้ที่ 30% ซี่งนักลงทุนควรติดตาม ปัจจัยสำคัญสามประการที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงต่อไป ได้แก่ 1.พัฒนาการทางการเมืองไทย 2. ทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน รวมถึงนโยบายการเงินสหรัฐ และ 3. พัฒนาการด้านการค้าของสหรัฐ