อรรถกร สั่ง! กรมชลประทาน การ์ดสูงรับมือ พายุวิภา 6 จังหวัดเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
23 กรกฎาคม 2568

นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับกรมชลประทานเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม จากอิทธิพลของ “พายุวิภา” ที่ส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 22 – 24 ก.ค. 2568 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมาก

ทั้งนี้กรมชลประทานรายงานสถานการณ์ว่า ปัจจุบัน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน นครพนม และสกลนคร คาดว่าจะเกิดน้ำล้นตลิ่งและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นภายใน 1-2 วันนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ จังหวัดน่านจะเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม มวลน้ำดังกล่าวจะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งสามารถรองรับปริมาณน้ำจากพายุวิภาได้ทั้งหมด
สำหรับการปฏิบัติงาน ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมทรัพยากรธรนี กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุในครั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ โดยได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเพื่อลดผลกระทบ ต่อประชาชนให้มากที่สุด ดังนี้
- จากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จำนวน 886 จุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ และแจ้งเตือนข่าวสารให้กับประชาชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการร่วมกัน
2. พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับปริมาณน้ำที่คาดว่าจะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันน้ำในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณรวม 20,103 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 55% ยัง สามารถรับน้ำได้อีก 16,357 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 45%
3. ตรวจสอบความพร้อมใช้งานของอาคารชลประทานและสถานีโทรมาตร 4. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยมีการขุดลอกคลองโดยมีปริมาณดินขุด จำนวน 8.18 ล้าน ลบ.ม. และกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ จำนวน 1.36 ล้านตัน 5. เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ จำนวน 1,669 หน่วย ปัจจุบันได้ดำเนินการสนับสนุนและติดตั้งแล้วจำนวน 141 หน่วย ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ จำนวน 114 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 24 ชุด เครื่องจักรกลอื่น ๆ จำนวน 3 หน่วย
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการประชุมออนไลน์ไปยังสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรับมือสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน และภาคกลาง ด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 22 – 24 ก.ค. 2568

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมความพร้อมทุกหน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยในที่ประชุมกรมชลประทานรายงานการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ คือ ได้ประเมินจุดน้ำล้นเพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์ โดยพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงและได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้แจ้งเตือน คือในพื้นที่จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุวิพา ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่ง
นายธเนศร์ กล่าวว่า ยอมรับว่า กรมชลประทานได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการพร่องน้ำ ก่อนที่จะมีพายุเข้ามา แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำมีปริมาณมาก ส่งผลให้รับไม่ไหว เช่นแม่น้ำอิง เนื่องจากน้ำเยอะ แม้น้ำน่านน่าจะล้นตลิ่งเข้าตัวเมืองน่านในคืนนี้ ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล ยังสามารถรับน้ำได้อีกจำนวนมาก แต่กังวลในส่วนของเขื่อนขนาดกลางและขนาดเล็กในภาคเหนือและภาคอีสาน ต้องเฝ้าระวังน้ำล้นเขื่อน
“ต้องยอมรับสถานการณ์น้ำในภาคเหนือ จะเป็นแบบนี้เกือบทุกปี น้ำมาไวไปไว และปีนี้ในพื้นที่จังหวัดน่านน้ำน่าจะท่วมใกล้เคียงกับสถานการณ์ปี 2567 ที่อำเภอปัว จังหวัดน่านน้ำท่วมและมีการสังอพยพ ผ่านหอกระจายข่าวเรียบร้อยแล้ว ส่วนอำเภอเมือคืนนี้น้ำเข้าแน่ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน จะมีน้ำล้นตลิ่งที่เมืองน่านวันนี้และคืนนี้ เข้าตัวเมืองและความสูงของน้ำน่าจะประมาณ ปี 2567 คือ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร” นายธเนศร์ กล่าว