‘คลัง’ หั่น GDP ปี 68 โต 2.2% ส่วนปี 69 เหลือ 2% คาด
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
28 มกราคม 2569

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้าง ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวน โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ในช่วงคาดการณ์ 2.0 – 2.5%

โดยเป็นการปรับคาดการณ์ลดลงจากเดือนต.ค. 2568 ที่ 2.4% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจจริงในไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% เนื่องจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง มีการปิดโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม คาดว่าในไตรมาส 4 จะฟื้นตัวเร่งขึ้นเป็น 1.8% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อาทิ โครงการ“คนละครึ่งพลัส”ที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท กระจายรายได้สู่รายย่อยทั่วประเทศ การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการ“เที่ยวดีมีคืน”หนุนการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัวถึง 3.3%

ส่วนในปี 2568 ภาคการส่งออกมีการขยายตัวดีเกินคาด โดยมูลค่าส่งออก (BOP) คาดว่าจะโตถึง 12.7% จากการเร่งส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ และตลาดใหม่ศักยภาพสูงอย่างอินเดียและจีน ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัวโดดเด่นที่ 6.9% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีปฏิทิน
สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 ติดลบที่ -0.1% อานิสงส์จากมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงานและราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลง ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.8% ของ GDP ทั้งนี้ สศช. จะมีการแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ก.พ. 69 เวลา 09.30 น.

สำหรับแนวโน้มปี 2569 กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงอยู่ที่2.0% ในช่วงคาดการณ์ 1.5 – 2.5%โดยเครื่องยนต์หลักจะเปลี่ยนจากภาคส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.0% จากฐานสูงปี 68 และการค้าโลกชะลอตัวมาสู่ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีต่างชาติเข้าไทยสูงถึง 35.5 ล้านคน และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังโตต่อเนื่อง 2.5% รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างมากสะท้อนจากคำขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่ต้องจับตาในปี 2569 คือการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะหดตัว -1.7%สาเหตุหลักมาจากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ประกาศใช้ล่าช้าออกไปราว 3 เดือน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งหามาตรการเบิกจ่ายเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นโดยจะมีการหารือกันทุก 3 เดือน โดยจะพิจารณาแนวทางร่วมกันในการดูแลให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1.0-3.0%
ส่วนค่าเงินบาทในปี 2569 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากปี 2568 เล็กน้อย และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.0% ของ GDP

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยยังต้องเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่
1.ความผันผวนการค้าโลกนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
2.ความเปราะบางทางการเงินหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังทรงตัวในระดับสูง กดดันกำลังซื้อ
3.ความต่อเนื่องเชิงนโยบายเสถียรภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
“รูปแบบการผลิตเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่ New S-Curve และดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษี เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังรองรับความเสี่ยงในอนาคต” นายวินิจ กล่าว