“ฉัตรชัย” เตรียมชงบอร์ด ธ.ก.ส. กดปุ่มแจกเงินไร่ละ 1,000 ช่วยชาวนา 4 ล้านคน
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
22 สิงหาคม 2568

วันนี้ (22 ส.ค. 2568) นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างเตรียมนำเรื่องโอนเงินให้เกษตรกรตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 และนาปรังปีการผลิต 2568 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 10,000 บาทต่อครัวเรือน เข้าที่ประชุม คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (บอร์ด ธ.ก.ส.) ในวันที่ 28 ส.ค. 2568 นี้

“ปีนี้มีความพิเศษจากทุกปี เพราะนอกจากข้าวนาปีแล้ว ยังครอบคลุมถึงข้าวนาปรังด้วย แบ่งเป็น ข้าวนาปี วงเงินประมาณ 38,000 ล้านบาท ข้าวนาปรัง วงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ประมาณ 46,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้ คาดว่าจะโอนเงินให้ชาวนาได้ในวันที่ 1 ก.ย. นี้ และแบ่งโอน 5 รอบ เนื่องจากเกษตรกรที่อยู่ในข่ายราว 4 ล้านคน เพียงรอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลัง ธ.ก.ส. ได้รับข้อมูลก็พร้อมดำเนินการโอนเงินภายใน 3 วัน
ขณะนี้ ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างหารือว่าจะใช้ช่องทางใดในการโอนเงิน อาจจะผ่านแอพพ์ทางรัฐได้หรือไม่ หรือโอนผ่านแพลตฟอร์มเดิมของธ.ก.ส. โดยอยู่ระหว่างการศึกษาคู่ขนานกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA”
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการโอนเงิน เนื่องจากยังอยู่ภายใต้กรอบบริหารความเสี่ยงไม่เกิน 30% ของธนาคาร
นอกจากนี้ ได้เร่งเดินหน้าปล่อยสินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในหลายกลุ่มอาชีพ เพื่อช่วยลดภาระหนี้สินและเสริมสภาพคล่องให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ประจำในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- กลุ่ม อสม.ทั่วประเทศ ปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท
- กลุ่ม กํานัน-ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท
- กลุ่ม ครู-บุคลากรด้านการศึกษาและสาธารณสุข จัดสรรเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ธ.ก.ส. ยังมีวงเงินสำหรับปล่อยสินเชื่อในภารกิจพัฒนาชนบทได้อีก 20% ของพอร์ต หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อในครึ่งปีแรก ปี 2568 เติบโตอยู่ที่ ประมาณ 2% จากเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้ 5% โดยยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถประคับประคองได้ แม้จะเริ่มมีสัญญาณชะลอในกลุ่มเกษตรกรสูงอายุ ซึ่งปัจจุบันกว่า หนึ่งในสามของพอร์ตลูกค้า เป็นกลุ่มอายุเกิน 67 ปี ซึ่งธ.ก.ส. มีแผนช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่มีอายุสูงและไม่สามารถชำระหนี้ได้
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบัน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5% กว่า ซึ่งธ.ก.ส.สามารถคุมได้ ไม่กระทบในเชิงเหวี่ยง ในเรื่องของ NPL และการกันสำรองความเสี่ยง” นายฉัตรชัย กล่าว
ในส่วนของผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ (Tariff Tax) นายฉัตรชัยระบุว่า ธ.ก.ส. ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูกพืชผสมผสาน และใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน พร้อมเตรียมมาตรการเสริมจากทั้ง ธ.ก.ส. และกระทรวงการคลัง เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกลุ่มเปราะบาง