สภาพัฒน์ ยืนยันเศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมขึ้นภาษีแวต ย้ำรอการบริโภคฟื้นตัว
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
24 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (24 พ.ย. 68) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธอการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือ แวต ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมสำหรับการปรับขึ้นแวตอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้การพิจารณาขึ้นแวตจะต้องรอให้เกิดความมั่นใจว่าการบริโภคของไทยฟื้นตัวขึ้นจริงแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นในสภาวะที่เศรษฐกิจกำลังประสบปัญหาอยู่ แต่การตัดสินใจขึ้นแวต จะต้องอิงจากหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวในลักษณะของแนวโน้มที่ชัดเจนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายไตรมาสหากมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ สามารถทำให้การบริโภค (consumption) เพิ่มขึ้นจริง รัฐบาลจึงจะสามารถตัดสินใจเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมได้

โดยการพิจารณาการขึ้นแวต ได้ถูกกำหนดไว้ในกรอบนโยบายการเงินการคลังระยะยาว (MTFF หรือ NFF) ซึ่งเป็นภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาอย่างละเอียดและเป็นทางการเกี่ยวกับเกณฑ์ชี้วัดเฉพาะ ที่จะใช้ตัดสินใจขึ้นแวต เช่น ตัวเลขผลิตภัรฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ควรเป็นเท่าไหร่ หรือตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่ควรอยู่ในระดับใด เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก และต้องขึ้นอยู่กับการประมาณการระยะยาว ซึ่งรวมถึงตัวเลขจาก MTFF ที่เพิ่งมีการประกาศออกมา
น.ส. อ้อนฟ้า กล่าวด้วยว่า การกำหนดให้รายได้ที่มาจากการปรับขึ้นแวตนั้น ถูกนำมาใช้กำหนดเป็นรายจ่ายแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน คล้ายกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ดำเนินการ หรือว่ารายได้ดังกล่าวจำเป็นต้องเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินโดยรวม อย่างไรก็ดีสำหรับข้อกฎหมายที่ชัดเจนนั้น จำเป็นต้องสอบถามผู้ดูแลในฝั่งการคลัง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติรายได้จากงบประมาณแผ่นดิน ก็ถูกนำไปใช้ในเรื่องของสวัสดิการสังคมอยู่แล้ว และการกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เงินดังกล่าวในเชิงสวัสดิการสังคม ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ หากเงินนั้นเข้าสู่ระบบงบประมาณแล้ว
“การจัดเก็บแวตในอัตรา 7% ของไทยยังถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเป็นอันดับที่ 6 ของโลกและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่มีอัตราการจัดเก็บอยู่ที่ 9% 10% และ 12% ตามลำดับ ทั้งที่บทบาทของแวตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบรายได้จากภาษีประเภทอื่น สะท้อนจากในปีงบประมาณ 2568 ที่รายได้จากแวตมีสัดส่วนมากถึง 33.2% ต่อรายได้ทั้งหมดที่มาจากภาษีอากร โดยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 24.4% ในปีงบประมาณ 2540 ซึ่งไทยจัดเก็บแวตในอัตรา 7% ตั้บแต่ปี 2540 และไม่เคยปรับเพิ่มขึ้นยอีกเลย” น.ส.อ้อนฟ้า ระบุ
น.ส.อ้อนฟ้า ระบุว่า จากศึกษาของ สศช. พบว่า การขึ้นแวตจะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูฐานะและปรับสมดุลทางการคลังของรัฐบาลให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนจะได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นอัตราแวตที่ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อการจัดสวัสดิการ เช่น อย่างในประเทศญี่ปุ่น ที่สนับสนุนการศึกษาฟรีสำหรับเด็กปฐมวัยและกลุ่มเด็กเล็กอายุ 3 – 5 ปี รวมทั้งยังทำให้ภาครัฐสามารถขยายฐานภาษีและลดการหลบเลี่ยงภาษีในระบบได้มากขึ้น โดยมีการพัฒนาระบบการออกใบกำกับภาษีควบคู่ไปด้วย
ขณะที่จากงานศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า หากไทยมีการปรับขึ้นอัตราแวต 1% จะสามารถเพิ่มรายได้ให้รัฐถึง 0.5% ของ GDP หรือประมาณ 93,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะสามารถนำไปใช้จ่ายในโครงการที่สำคัญได้ อย่าง ค่าใช้จ่ายในโครงการยังชีพผู้สูงอายุ งบประมาณ 91,000 ล้านบาท โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 55,800 ล้านบาท หรือโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 17,600 ล้านบาท เป็นต้น
สศช. จึงมองว่าในการเพิ่มแวตจะต้องมีการออกแบบนโยบายและมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการกำหนดวัตถุประสงค์ การสื่อสารกับประชาชน การเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการใช้รายได้อย่างโปร่งใส โดยพิจารณาความจำเป็นทางการคลัง ความพร้อมของระบบจัดเก็บและภาวะเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างความยั่งยืนทางการคลังได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา สศช. ได้ศึกแนวทางการขึ้แวตในต่างประเทศด้วย และพบว่ามี 6 ประเด็นน่าสนใจ ได้แก่
1.การกำหนดวัตถุประสงค์ของการปรับขึ้นอัตราแวต ในประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น มีการกำหนดวัตถุประสงค์ว่าจะนำรายได้จากการเพิ่มแวตไปใช้พัฒนาสวัสดิการสังคม เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การสนับสนุนการศึกษาเด็กปฐมวัย รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
2.การปรับอัตราแวตสามารถดำเนินการได้หลายวิธี โดยประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร นำระบบอัตราภาษีสองระดับ โดยอัตรามาตรฐานสำหรับสินค้าทั่วไป และอัตราภาษีลดหย่อนสำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ กำหนดแวตในอัตราเดียว
3.การปรับขึ้นอัตราแวตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น มีการประกาศขึ้นอัตราแวตแบบขั้นบันได ควบคู่กับการประเมินความพร้อมของเศรษฐกิจก่อนปรับ
4.การมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในการปรับตัว เช่น สหราชอาณาจักร ประกาศอัตราแวตใหม่ โดยแจ้งล่วงหน้าประมาณครึ่งปีเพื่อให้ปรับตัว
5.การออกมาตรการรองรับหลังการปรับขึ้นอัตราแวต เช่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นการบริโภคหลังปรับขึ้นแวตเพิ่มเงินอุดหนุนในการซื้อบ้าน รวมถึงมีการพัฒนาระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ภาคบังคับเพื่อรองรับการปรับขึ้นแวตส่วนประเทศสิงคโปร์ มีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในรูปแบบของเงินช่วยเหลือที่จ่ายให้อัตโนมัติ ทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทันที และในประเทศโคลัมเบีย มีนโยบายวันปลอดแวตเพื่อส่งเสริมการบริโภคของครัวเรือนรายได้น้อย และมีการออกมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีแวต
6.การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารข้อมูลให้แก่ประชาชนชนและภาคธุรกิจ โดยประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์ เน้นการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและมาตรการรองรับการปรับภาษีต่อประชาชนผ่านช่องทางที่หลากหลาย ควบคู่กับการเปิดเผยแผนการใช้จ่ายงบประมาณจากแวตที่ปรับขึ้น เพื่อแสดงความโปร่งใส