ซีอีโอแบงก์ แนะรัฐบาลโฟกัสมาตรการแก้เศรษฐกิจตรงจุด

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

3 กันยายน 2567

ซีอีโอแบงก์ แนะรัฐบาลโฟกัสมาตรการแก้เศรษฐกิจตรงจุด

ซีอีโอแบงก์ใหญ่ แนะรัฐบาลโฟกัสมาตรการแก้เศรษฐกิจตรงจุด หวังไทยเติบโตยั่งยืน

วันนี้ (3 ก.ย.67) ที่ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาลชุดใหม่ ที่เอกชนคาดหวังจะต้องมีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาวนั้นเป็นอย่างไร


ข่าวน่าสนใจอื่น


นายกฤษณ์กล่าวว่า คงไม่คอมเมนต์ในแต่ละรายละเอียด เพราะรัฐบาลยังไม่มีการแถลงนโยบาย แต่คิดว่ารัฐบาลต้องวางแผนเป็น 3 ขั้น และต้องมีแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน

อันดับแรกเชื่อว่ามีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างแน่นอน แต่การกระตุ้นจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความสมดุลในเรื่องของการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐบาลกลับไปคิดอย่างถี่ถ้วน

“เชื่อว่าต้องมีมาตรการกระตุ้น เพราะเศรษฐกิจอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่สำคัญกว่าการกระตุ้น คือหลังจากกระตุ้นไปแล้วแผนในการเพิ่มศักยภาพในระยะยาวคืออะไร“นายกฤษณ์กล่าว

และ 2.การสร้างแผนในระยะยาวไม่ควรกระจายมาก ไม่ควรมีจำนวนเยอะเกินไป ซึ่งแผนที่มีความคมชัดไม่ควรมีจุดโฟกัสมากกว่า 5 หรือ 3 อย่าง ดังนั้น เมื่อกระตุ้นแล้ว และมีแผนระยะกลางในการสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยใน 3 ถึง 5 เรื่อง เชื่อว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์

และ 3.หลังจากกระตุ้นและสร้างแล้ว ค่อยมาคิดต่อว่าจะต่อยอดอย่างไร เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างอย่างยืน ซึ่งคิดว่าตราบใดที่แผนของภาครัฐออกมาในบริบทของการกระตุ้น สร้าง และพัฒนาให้เติบโต ความยั่งยืนในแผนนั้น และประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เรื่องหนี้ภาคครัวเรือนไทยเป็นเรื่องที่สถาบันการเงินบริหารจัดการอยู่ต่อเนื่อง โดยธนาคารไทยพาณิชย์ มีการดำเนินการมาแล้วหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมีหนี้เรื้อรังเดิมในยุคโควิด

“แน่นอนเราก็มีโครงการต่างๆ พยายามช่วยลูกหนี้ หรือลูกค้าหลุดจากวงจรของการเป็นหนี้ ผ่านคลินิกการแก้หนี้ หรือการบริหารจัดการเก็บหนี้ให้มีความเหมาะสม“นายกฤษณ์กล่าว

นายกฤษณ์กล่าวว่า อีกทั้งเศรษฐกิจมีความท้าทาย และมองว่าธนาคารเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ทุกธนาคารไม่ควรรับความเสี่ยงมากเกินไป ดังนั้น หารบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อ เพื่อรับลูกค้าใหม่ก็มีความสำคัญ หากสถาบันมีความสั่นคลอนโอกาสที่ระบบจะมีความสั่นคลอนสามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การนำเสมอผลิตภัณฑ์ บริการที่ตอบโจทย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนในธุรกิจใหม่ๆ โดยธนาคารเลือกกลุ่มธุรกิจที่เชื่อว่าจะไปต่อและเติบโตในเวทีโลก เช่น ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และอาหาร หากสามารถปักหมุดให้ถูก เชื่อว่าสถาบันการเงินจะพุ่งเป้าถูกที่ และทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืน

“เชื่อว่าภาครัฐและองคาพยพภาพรวมพยายามคุยกันอยู่ว่าควรมีมาตรการร่วมที่ทำให้เกิดการสนับสนุนและการเติบโตอย่างยั่งยืน หากมีมาตรการจากภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ยินดีดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง“นายกฤษณ์กล่าว

นายกฤษณ์กล่าวว่า กรณีประเด็นที่พูดถึงการลดค่าธรรมเนียมเงินนำส่งเพื่อชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เหลือ 0.23% จาก 0.46% จะช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเขื่อได้มากขึ้น หรือมีการบริหารจัดการปัญหาได้ดีขึ้นหรือไม่นั้น

โจทย์ ที่จะทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น หรือบริหารจัดการให้เกิดการส่งต่อทางธุรกิจที่เติบโตขึ้นมีหลายช่องทาง การลด FIDF ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดคุยกัน แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่คงเป็นแผนที่มองในภาพรวม เชื่อว่าต้องหาสมดุลให้เจอ

“FIDF เป็นแค่หนึ่งอย่าง แต่เชื่อว่าต้องมีมากกว่าหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ประเทศไทยจุดนี้ไม่ได้ต้องการจุดพลุ แต่ต้องการการวางแผนสั้น กลาง ยาว เพื่อให้เกิดการวางแผน และสอดคล้องกับการดำเนินงานในระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจแท้จริง“นายกฤษณ์กล่าว

กรณีความกังวลเรื่องการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่มีความเข้มงวดมากขึ้น หากจะทำให้ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ธนาคารต้องการความเชื่อมั่น หรือการสนับสนุนจาก ธปท. หรือรัฐบาล หรือไม่นั้น

นายกฤษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ธปท. สมาคมธนาคารไทย หรือธนาคารเอง เพราะโจทย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องมีแผนชัดเจน ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง

“ไทยพาณิชย์พร้อมคุยทุกเวที และตอบสนองรัฐบาลชุดใหม่ และดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน และไม่กว้างจนเกินไปจนขาดความต่อเนื่อง“นายกฤษณ์ กล่าว

นายกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องของหนี้เสียธนาคารยังดูแลอย่างใกล้ชิด ถามว่าเป็นห่วงไหมก็ยังเป็นห่วงอยู่แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกจนเกินกว่าเหตุและยังเชื่อว่าอยู่ในสถานการณ์ที่บริหารจัดการได้ โดยกลุ่มแรกห่วงคนที่มีรายได้ครัวเรือน 30,000 บาทต่อเดือนลงมา และเริ่มขยับไปห่วงกลุ่มรายได้ 50,000 – 60,000 บาท โดยล่าสุดกลุ่มนี้ที่เคยเป็นห่วงพบว่ายังค้างอยู่ที่เดิมและไม่ได้ขยับ หากถามว่าเสี่ยงหรือไม่ก็ยังเสี่ยงแต่พยายามประคองสถานการณ์และเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“เรื่องการพิจารณาสินเชื่อใหม่ ธนาคารเข้มมาตั้งแต่ปลายปี 66 และยังไม่ได้เพิ่มมาตรการนี้ให้เข้มข้นขึ้นเพียงแต่ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเชื่อว่าประเด็นเรื่องพอร์ตสินเชื่อที่ทุกธนาคารเจออยู่ขณะนี้ไม่ได้มาจากสินเชื่อใหม่ แต่เป็นสินเชื่อเดิมที่เริ่มมีอาการ”นายกฤษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปี 67 คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 2.5% หลายคนอาจกังวลว่าเศรษฐกิจไม่ดี หรือไม่เติบโต หากมองภาพรวม หรือปัจจัยพื้นฐานยังมองว่าเศรษฐกิจยังขยายตัว ซึ่งไม่อยากให้มองเศรษฐกิจเชิงลบมากเกินไป เพราะจีดีพีที่ 2.5% ยังเป็นการขยายตัวที่ดีกว่าหลายประเทศ และมีการเติบโตอยู่ต่อเนื่อง