“หอการค้าไทย” ห่วงรัฐบาลเสี่ยง “ยุบ” ฉุดเศรษฐกิจซึมหนัก
ต้นกุมภาฯ อีจัน
15 พฤษภาคม 2568

วันนี้ (15 พ.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเม.ย.68 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนต.ค.67
โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.7 เป็น 55.4 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 40.8 เป็น 39.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 64.4 มาอยู่ที่ระดับ 62.9

นายธนวรรธน์กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจไม่สามารถจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
นอกจากนี้ ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจากนโยบาย Trump 2.0 ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยและทั่วโลกปรับตัวลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรสมาสแรกของปีนี้แต่ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า

ขณะเดียวกัน ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกรณีของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นแกนหลักในฝั่งรัฐบาล กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นการเมืองไทย ออกมาต่ำสุดในรอบ 7 เดือน แม้จะยังไม่มีสถานการณ์ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบรุนแรง
“สถานการณ์นี้เริ่มมีผลต่อการใช้จ่ายน้อยลง และยอดการใช้จ่ายลดลง รวมถึงยังไม่เห็นมาตรการเพิ่มเติม จากเดิมจะมีดิจิทัลวอลเล็ตแจกให้กลุ่มวัยรุ่น อายุ 16-20 ปี ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไปรอครึ่งปีหลัง ตามที่รัฐบาลบอกว่าจะมีแผนในการกระตุ้น”นายธนวรรธน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะดำรงอยู่หรือไม่ หากมีการสะดุดหยุดลงผ่านการยุบสภาฯ จะทำให้สถานการณ์งบประมาณแผ่นดินอาจจะดีเลย์ไปอย่างน้อย 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองผ่านการยุบสภาฯ หรือไม่
หากมีการยุบสภาฯ ทำให้ 1.งบฯ ดีเลย์ 6 เดือน 2.รัฐบาลรักษาการจะมีผลต่อการเจรจาทางการค้า ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง

“จับตาสถานการณ์เศรษฐกิจไทย 4 ประเด็น 1.มาตรการกระตุ้นรัฐบาลที่ยังไม่ออก 2.การเมือง 3.พืชผลทางการเกษตรมีราคาต่ำ และ 4.ภาพเศรษฐกิจซึมตัว โดย ม.หอการค้าไทย มองเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวได้ 1.8-2.2% ค่ากลางอยู่ที่ 2% จากเดิมที่คาดการณ์สูงกว่านี้ หลังประเมินความเสียหายจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลต่อการส่งออกไทย คาดว่าเม็ดเงินหายจากระบบเศรษฐกิจถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจย่อตัวลง 0.9–1%”นายธนวรรธน์กล่าว
ทั้งนี้ ฝากถึงรัฐบาลเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้ เพื่อดึงให้เศรษฐกิจช่วงปลายปีกระเตื้องขึ้น หลังจากไทยและสหรัฐฯ เจรจาการค้าแล้วเสร็จ
ดังนั้น สนับสนุนการที่ไม่ใช้เม็ดเงินในนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต แต่หันมาใช้นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยคาดว่าจะเร่งรัดงบฯ ได้ช่วงไตรมาส 3-4/2568 โดยเฉพาะเร่งเรื่องการลงทุน