สภาพัฒน์ หวั่นสงครามลากยาว ดันน้ำมันทะลุ 120 เหรียญ/บาร์เรล กด “จีดีพี” ทรุดหนัก
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
17 มีนาคม 2569

วันนี้ (17 มี.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ (สศช.) เปิดเผยว่า สถาการณ์สงครามในตะวันออกกลางปัจจุบันยังไม่นิ่ง โดยสหรัฐฯ ยังมีการทำลายแหล่งผลิตน้ำมันทั้งในอิหร่านและประเทศโดยรอบ ทำให้ให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นประมาณ 125% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบ ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหรือดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 190% ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา
“ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนปริมาณน้ำมัน เนื่องจากสามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้ เช่น รัสเซีย, ไนจีเรีย และยุโรปตะวันออก ผ่านเครือข่ายของ ปตท. เทรดดิ้ง ส่วนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในปัจจุบันเริ่มมีเรือบางประเทศ (เช่น ปากีสถาน, อินเดีย) วิ่งผ่านได้ภายใต้เงื่อนไขของอิหร่าน เช่น การจ่ายค่าผ่านทางด้วยเงินหยวน” นายดนุชา กล่าว
ขณะเดียวกันสภาพัฒน์ได้ประเมินแนวโน้มสงครามตะวันออกกลางออกเป็น 3 ฉากทัศน์ เพื่อเตรียมแผนรับมือ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 กรณีสงครามจบภายใน 1 เดือนหรือภายในกลางเดือนเม.ย. 2569 คาดการณ์ว่าสงครามจะยุติได้ เนื่องจากแรงกดดันภายในของสหรัฐฯ และอิสราเอล คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7%
ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ 3 เดือน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนเรือผ่านไม่ได้นานถึง 3 เดือน หลายประเทศจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเงินเฟ้อพุ่งขึ้น และอาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถอดถอย คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 95 – 105 เหรียญต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยจะพุ่งไปที่ประมาณ 1.9%
ฉากทัศน์ที่ 3 กรณีสงครามขยายตัววงกว้างยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะสูงเกิน 120 เหรียญต่อบาร์เรล ผลกระทบด้านเงินเฟ้อจะสูงมากจนประเมินได้ยาก และทุกประเทศต้องหาทางเอาตัวรอดเอง
นายดนุชา กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยประเมินว่าทุก ๆ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท จะส่งผลกระทบให้ผลิตภัรฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง ประมาณ -0.02% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหลัก ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาคการขนส่ง ใช้ดีเซลสูงถึง 18,000 ล้านลิตรต่อปี, ภาคเกษตรกรรม ใช้ดีเซลประมาณ 1,800 ล้านลิตรต่อปี และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากราคาปุ๋ย, และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ใช้ทั้งดีเซล 1,600 ล้านลิตรต่อปี รวมถึงน้ำมันเตา และไฟฟ้า ส่วนน้ำมันก๊าซไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากไทยผลิตเองในอ่าวไทยได้ประมาณ 60% ของความต้องการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด
“ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินจีดีพีของไทยได้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง และและต้องรอดูว่ามาตรการรัฐจะทำอะไรได้บ้าง “
เลขาฯ ศสช. กล่าวว่า ส่วนมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเช้านี้ ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรดารการควบคุมราคาสินค้าในบัญชีควบคุม และเตรียมมาตรการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” เข้าช่วยเหลือประชาชนในบางพื้นที่ โดยระวังไม่ให้กระทบร้านโชห่วย
ขณะที่ภาคเกษตรกรรมกระทรวงพาณิชย์จะตรึงราคาปุ๋ยในสต็อกไว้จนถึงเดือนพ.ค. เตรียมรายการ “ธงเขียว” หรือปัจจัยการผลิตราคาพิเศษเพื่อช่วยเกษตรกร ส่วนการบริหารจัดการพลังงานกระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และเอทานอล E20 รวมถึงการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มให้เพียงพอทั้งสำหรับการบริโภคและผลิตพลังงาน ส่วนการส่งออกนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ อยู่ระหว่างการประสาน เปิดช่องทางในตะวันออกกลางเพื่อส่งออกสินค้าประเภทอาหารผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ซึ่งถือเป็นโอกาสในช่วงวิกฤต เพราะหลายประเทศยังต้องการอาหาร
ขณะที่ปัจจุบันมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปจำนวนมากจนอาจกระทบหนี้สาธารณะ จึงจำเป็นต้องปรับเพดานราคาน้ำมันแบบขั้นบันไดเพื่อลดภาระกองทุนฯ ดังนั้นในระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถออก พ.ร.ก. หรือปรับภาษีได้ ทำให้การกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันยังทำไม่ได้ในขณะนี้