วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง ทำให้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
โดยวิกฤตดังกล่าวทำให้น้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 8% ของปริมาณน้ำมันโลก ขณะเดียวกัน โรงกลั่นในตะวันออกกลางและเอเชียต้องลดกำลังการผลิตรวมกันกว่า 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 6% ของกำลังการกลั่นโลก
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผลิตภัณฑ์พลังงานหลายชนิดได้รับผลกระทบ ทั้งแนฟทา น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ด้านราคาพลังงาน พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 80% จากช่วงก่อนสงคราม และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาน้ำมันดิบ NYMEX WTI และ ICE Brent อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ส่วนเพิ่มราคาน้ำมันดิบ หรือ Crude Premium ของอัตราส่วน MUR-DB ยังพุ่งขึ้นจากระดับปกติถึง 4-10 เท่า และบางช่วงทะยานสูงสุดถึง 25 เท่า หลังอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ปตท. ระบุว่า ได้เตรียมแผนรับมือวิกฤตพลังงานไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของโลก ทำให้ยังสามารถรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของไทยได้ต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การลงทุนในธุรกิจซื้อขายพลังงานระดับโลก โดย ปตท. มีสำนักงาน Trading ทั้งในลอนดอน ฮิวสตัน อาบูดาบี และสิงคโปร์ ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบและ LNG จากหลายแหล่งได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต
ส่งผลให้ไทยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากช่องแคบฮอร์มุซ จากเดิม 60% เหลือประมาณ 30% และยังสามารถหาแหล่งทดแทนได้โดยไม่เกิดภาวะขาดแคลน
ขณะเดียวกัน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยังลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นรวมกว่า 111,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่ง และเดินเครื่องโรงกลั่นได้เต็มกำลังในช่วงวิกฤต
นายคงกะพัน ระบุอีกว่า ช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง ปตท. ต้องแบกรับภาระต้นทุนสภาพคล่องเพิ่มกว่า 230,000 ล้านบาท ทั้งค่าหลักประกันซื้อน้ำมันดิบ เงินทุนหมุนเวียนจัดหาพลังงาน และภาระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่งผลให้บริษัทมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราวเดือนละ 600 ล้านบาท หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังประชาชน เพราะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
สำหรับการประเมินสถานการณ์ ปตท. คาดว่า ตลาด
พลังงานโลกอาจต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน กว่าอุปทานน้ำมันจะฟื้นกลับมาประมาณ 80% ของระดับก่อนเกิดสงคราม
ส่วนมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน มีทั้งการเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด การปรับเส้นทางขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง และเสนอให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและอิหร่านชั่วคราว เพื่อเพิ่มอุปทานในตลาดโลก
ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของกลุ่ม ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 23,315 ล้านบาท
ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ กำไรจากสต็อกน้ำมัน รวมถึงธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนลดลงและยอดขายเพิ่มขึ้น
แม้ภาพรวมกำไรเติบโต แต่ ปตท. ยังได้รับแรงกดดันจากขาดทุนการป้องกันความเสี่ยง หรือ Hedging Loss รวมถึงกำไรในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่ลดลง
ส่วนแผนธุรกิจระยะต่อไป ปตท. เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ทั้งการขยายธุรกิจ LNG เพิ่มการกระจายแหล่งพลังงาน และลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด
โดยตั้งเป้าขยายพอร์ต LNG จาก 10 ล้านตันต่อปี ในปี 2573 เป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 พร้อมเดินหน้าธุรกิจใหม่ ทั้ง EV Charger, AI, Life Science, Hydrogen และ Carbon Capture and Storage (CCS)
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น กำลังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้าง หลังอุตสาหกรรมทั่วโลกเผชิญการแข่งขันสูงและภาวะอุปทานล้นตลาด
ปตท. ประเมินว่า ตลอดปี 2569 ตลาดพลังงานโลกยังผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันดูไบมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก
