อาการน่าห่วง! เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก จีดีพีไตรมาส 2/67 โตรั้งท้ายอาเซียน

อาการน่าห่วง! เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก จีดีพีไตรมาส 2/67 ขยายตัวอยู่อันดับ “บ๊วย” ของอาเซียน

วันนี้ (19 ส.ค.67) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หากเศรษฐกิจไทย ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 2% อย่างนี้ต่อไป จะทำให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และดีกว่าไทย โดยประเมินว่า ปี 67 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน หลังจาก สศช.เผยการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/67 ขยายตัวได้เพียง 2.3% แต่ก็ดีกว่าไตรมาส 1/67 ที่ขยายตัว 1.6% รวมครึ่งปีแรกของปี 67 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1.9%

“เศรษฐกิจไทยมีปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ที่ 2.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างชัดเจน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สศค.คาดว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวในช่วงระหว่าง 2-3% โดยได้ปรับลดช่วงระหว่าง ลงมาอยู่ที่ 2.3-2.8% เพื่อให้การประเมินเศรษฐกิจแคบลง”นายดนุชากล่าว

นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ต้องการแรงกระตุ้นจากรัฐบาลอย่างมาก ส่วนจะเป็นมาตรการใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้ง หลังจากมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เรียบร้อยแล้ว คาดว่า ไม่เกิน 2 สัปดาห์จะมีความชัดเจนทั้งหมด

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องเน้นไปที่การพุ่งเป้า ไม่ใช่มาตรการที่เน้นเรื่องกระจายตัว ซึ่งผมตอบไม่ได้ว่า รัฐบาลจะดำเนินดิจิทัล วอลเล็ตต่อไปหรือไม่ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือมาตรการที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นนวตกรรม”นายดนุชากล่าว

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ในไตรมาสที่ 2/67 พบว่า สิงคโปร์ เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% อินโดนิเซีย 5% มาเลเซีย 5.9% ฟิลิปปินส์ 6.3% เวียดนาม 6.9% ขณะที่ไทย เติบโตเพียง 2.3% เท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าทุกประเทศ เนื่องจากการลงทุนใหม่ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลง (FIDF) ลดลง ขณะที่ การลงทุนรวมภายในประเทศ ไตรมาส 2 ติดลบ 6.2% แบ่งเป็นการลงทุนภาค เอกชนติดลบ 6.8% และการลงทุนภาครัฐ ติดลบ 4.3% เนื่องจาก การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า สำหรับการส่งออกขยายตัวดีขึ้น บวก 4.5% จากเดิมที่ติดลบไตรมาสแรก ติดลบ 1.1% เป็นต้น

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ประกอบด้วย
1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ

2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เช่น การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย การเร่งรัดโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

3.การปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดย เช่น การตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุ่มตลาด รวมทั้งการใช้มาตรการและวิธีการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศผู้ส่งออก

4.การดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs

5.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

6.การเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฎการณ์ลานีญา อันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายปี และเอลนีโญที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากภัยแล้งในช่วงปีหน้า

7.การเร่งรัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5) และการเตรียมความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ สนามบิน/เที่ยวบิน กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

8.การเตรียมมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบและใช้ประโยชน์จากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก อาทิ ความรุนแรงของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนในตลาดการเงินโลก