รัฐบาลผสมจับคู่สีเดือด! “เอกชน” ขอไม่รับ “ครม.” จิ้มโควต้า “มือสมัครเล่น”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

8 กุมภาพันธ์ 2569

รัฐบาลผสมจับคู่สีเดือด! “เอกชน” ขอไม่รับ “ครม.” จิ้มโควต้า “มือสมัครเล่น”

สำหรับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ (8 ก.พ.69) ถือเป็นการเลือกตั้งใหม่ในรอบ 2 ปี โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจะทราบตลอดช่วงค่ำวันนี้ และจะมีผลชัดเจนในวันพรุ่งนี้ (9 ก.พ.69) ช่วงที่นับคะแนแล้วเสร็จทั่วประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จากรูปการณ์แล้ว “เอกชน” มองว่า “รัฐบาลผสม” ซึ่งในแง่นโยบายนโยบายเศรษฐกิจ หากมีการจับมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างสีต่างขั้ว ประเมินว่าหน้าตาของนโยบายเศรษฐกิจจะออกมาในรูปแบบใด และการจัดสรรตำแหน่ง หรือการจับขั้วจะเป็นอย่างไรนั้น

วันนี้ (8 ก.พ.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็น ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จุดอ่อนคือเรื่องเสถียรภาพไม่ดี จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการอภิปรายก็เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่การยุบสภาในทันที

ขณะเดียวกัน จุดแข็งคือการมีโควต้าตำแหน่งเหลือมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้โควต้าแบบพรรคการเมืองทั่วไป จึงมีโอกาสคัดเลือกคนที่เก่ง มีฝีมือ และเหมาะสมกับงานจริงๆ ในการมาทำนโยบายและบริหาร ทำให้ความรู้สึกของประชาชนก็เริ่มกลับมา มองว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้อง การทำงานที่ใช้ระบบโปร่งใส มีแดชบอร์ดติดตามและประเมินผล เป็นแนวทางที่เหมาะสม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังเห็นว่าวิธีนี้ได้ผล

“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้น ทำให้โควต้าของพรรคการเมืองมีความหมายมากขึ้น หลังวันที่ 8 ก.พ.69 มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องเป็นรัฐบาลผสม คำถามคือใครจะผสมกับใคร แม้จะไม่สามารถตอบได้ชัดเจน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อพื้นที่และตำแหน่งมีจำกัด แต่ความต้องการมีมาก อาจนำไปสู่การใช้โควตา และได้บุคคลที่ไม่เหมาะสม ขาดประสบการณ์หรือความรู้จริง มาบริหารงานสำคัญของประเทศ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ในเวลานี้”

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว หากพรรคการเมืองเห็นพ้องกันและจัดสรรโควตากระทรวงเศรษฐกิจหลัก แม้จะไม่ใช่ทีมเศรษฐกิจเต็มรูปแบบเหมือนที่ผ่านมา ก็ยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ หากรัฐบาลใหม่สามารถนำโมเดลที่ดีมาใช้ได้จริงก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่หลายฝ่ายยังคงกังวล เพราะไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และอาจได้บุคคลที่ไม่เข้าใจงานมาบริหารประเทศ

ประเทศในวันนี้เปรียบเหมือนคนป่วยหนัก หลายประเทศเริ่มมองไทยในลักษณะนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี สิ่งที่ต้องการคือแพทย์เฉพาะทางที่เก่ง รู้วิธีรักษา ให้ยาได้ถูก ผ่าตัดเป็น และฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง หากได้แพทย์ที่ไม่มีความรู้ หรืออาศัยความเชื่อไร้หลักการ ก็อาจยิ่งทำให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม

โลกในวันนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม เกิดจากการใช้อำนาจของประเทศมหาอำนาจที่ไม่ยึดกรอบความร่วมมือเดิม ทำให้ทุกประเทศต้องปรับตัว เลือกใช้คนที่เหมาะสม มีความสามารถ เพราะแม้เพียงรับมือกับปัจจัยภายนอกอย่างเดียวก็หนักหนาอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตในเวลาเดียวกัน

หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เลือกใช้คนเก่ง คนดี ทำให้การส่งออกยังเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤต หากมองภาพรวม โลกทั้งโลกเหมือนกำลังเผชิญพายุรุนแรง ขณะที่ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วทั่วลำ น้ำไหลเข้าทุกทิศทาง ลูกเรือก็อ่อนล้า เมาเรือ ไม่สามารถทำอะไรได้ เรือจึงมีความเสี่ยงจะจมลงก่อนถึงฝั่ง

“สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการซ่อมเรือ อุดรูรั่ว เสริมความแข็งแรง ติดตั้งอุปกรณ์ให้พร้อม และต้องมีกัปตันรวมถึงทีมงานที่มีความสามารถ พาเรือฝ่าพายุไปได้อย่างปลอดภัย”

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคตัวเต็ง เช่น ภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศทีมเศรษฐกิจออกมาแล้ว จะฝากความหวังได้หรือไม่

“ทีมเศรษฐกิจดูแล้วยังมีความหวัง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่รู้ส่วนผสม และอำนาจต่อรองมีแค่ไหน ใครผสมกับใครสัดส่วนเป็นอย่างไร หากพรรคใดมีที่นั่งมาก ย่อมมีอำนาจต่อรองสูง และผลักดันนโยบายได้ แต่หากคะแนนออกมาก้ำกึ่ง ทุกพรรคต้องพึ่งพากัน อำนาจต่อรองลดลง ขณะที่คนปรารถนาจะนั่งเก้าอี้มาก แต่พื้นทีมีจำกัด นี่คือสิ่งที่กังวลสำคัญ”

ท้ายที่สุด ปัญหาเชิงโครงสร้างหลักที่ประเทศกำลังเผชิญคือความไม่เสถียรทางการเมือง ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า เม็ดเงินไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันเวลา และกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) นโยบายระยะยาวจึงทำได้ยาก เพราะแต่ละพรรคไม่มั่นใจว่าจะสามารถอยู่ครบวาระหรือไม่ แม้ทุกฝ่ายอยากให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี แต่ที่ผ่านมา วาระรัฐบาลกลับสั้นลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดเหลือเวลาเพียงไม่กี่เดือน