สงกรานต์ 5 วัน คนเดินทางทะลุ 12.6 ล้าน ระบบรางแชมป์ อุบัติเหตุลด 29%

ธรรมธรรม อีจัน

ธรรมธรรม อีจัน

15 เมษายน 2569

สงกรานต์ 5 วัน คนเดินทางทะลุ 12.6 ล้าน ระบบรางแชมป์ อุบัติเหตุลด 29%

วันที่ 15 เมษายน 2569 รายงานจาก ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) กระทรวงคมนาคม สรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 สะสม 5 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น.) พบว่า ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 12,640,505 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.37 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 – 15 เมษายน 2568) ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 46 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก) 248,159 คน ภาคใต้ (ทางราง) 124,769 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทางถนน) 169,296 คน ภาคเหนือ (ทางถนน) 104,036 คน

และภาคตะวันออก (ทางถนน) 96,369 คน ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศรวม 1,177,027 คน สำหรับการจราจรเข้า – ออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง มีปริมาณ 4,751,489คัน ลดลงร้อยละ 3.23 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 6,240,564 คัน ลดลงร้อยละ 4.66

สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคมสะสม 5 วัน พบว่า โครงข่ายทางบกเกิดอุบัติเหตุรวม 879 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 890 คน เสียชีวิต 128 คน สาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด 561 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 64 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือ รถพิกอัปบรรทุก 4 ล้อ 457 คัน ลักษณะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรงไม่มีความลาดชัน 629 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 72 จังหวัดนครราชสีมามีผู้เสียชีวิตสูงสุด 7 คน ขณะที่กรุงเทพฯ เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 44 ครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุลดลงร้อยละ 29 ผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 4 และผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 23 ส่วนระบบขนส่งรถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 3 ครั้ง และโครงข่ายทางรางเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้ง ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ขณะที่โครงข่ายทางน้ำ และทางอากาศไม่มีรายงานอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการรองรับการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบริหารจัดการเชิงรุก การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในทุกมิติ

สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดทำแผนรองรับผู้โดยสารขาเข้า ระหว่างวันที่ 14 – 17 เมษายน 2569 โดยเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ ควบคู่กับการเพิ่มตู้โดยสารในขบวนรถประจำ โดยบริหารจัดการตารางเดินรถให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารรายวัน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยทั้งในสถานีและบนขบวนรถ ตลอดจนการติดตามประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพื่อป้องกันปัญหาผู้โดยสารตกค้างและรองรับการเดินทางกลับได้อย่างเพียงพอ

ด้านกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ดำเนินมาตรการตรวจความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอด จุด Checking Point และ Rest Area รวม 219 จุดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9 – 19 เมษายน 2569 โดยเน้นการตรวจสภาพรถ ระบบความปลอดภัย อุปกรณ์ประจำรถ ความพร้อมของพนักงานขับรถ การตรวจวัดแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติดก่อนปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงกำกับดูแลการจัดเที่ยววิ่งให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางขาเข้า พร้อมประสานผู้ประกอบการจัดรถเสริมในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นเพื่อให้การเดินทางกลับกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

ในส่วนของกรมทางหลวง (ทล.) ได้บริหารจัดการจราจรบน M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ในช่วงท้ายเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยได้ดำเนินการปรับทิศทางการจราจรในช่วงบางปะอิน – ปากช่อง ในรูปแบบ One way ขาเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 14 – 19 เมษายน 2569 ขณะที่ช่วงปากช่อง – นครราชสีมา เปิดให้สัญจรได้ตามปกติทั้งสองทิศทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

ขณะที่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้บริหารจัดการความถี่เที่ยวบินและบริหารจัดการพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อรองรับปริมาณประชาชนที่เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ทั้งนี้ กระทรวงคมนามได้กำชับทุกหน่วยงานให้บริหารจัดการการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ บูรณาการข้อมูลปริมาณผู้โดยสารและปริมาณจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับแผนการให้บริการให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตรวจสอบความพร้อมของพาหนะและบุคลากรอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าสามารถเดินทางกลับได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ครอบคลุมการเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด