กยศ. แจ้งผู้กู้ไม่อยากถูกหัก 3,000 แก้ไขก่อนหมดเขต 24 พ.ค.นี้

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

16 พฤษภาคม 2568

กยศ. แจ้งผู้กู้ไม่อยากถูกหัก 3,000 แก้ไขก่อนหมดเขต 24 พ.ค.นี้

วันนี้ (16 พ.ค.68) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงความคืบหน้าการดำเนินงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืน ตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่องการปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยนำรายการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละรายที่ได้ชำระเงินคืนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ครั้งแรกมาคำนวณหนี้ใหม่

โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็นตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ รวมทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือเพียงอัตรา 0.5% ต่อปี จึงเป็นผลให้ผู้กู้ยืมบางรายไม่มียอดหนี้คงเหลือ แต่หากยังมียอดหนี้คงเหลือจะต้องชำระหนี้ต่อไป และหากมีเงินส่วนเกินจากยอดหนี้ที่คำนวณใหม่ ผู้กู้ยืมมีสิทธิขอรับเงินคืนได้

สำหรับการคำนวณนอกระบบ ยอดหนี้ ณ 30 ก.ย.67 จำนวน 3.8 ล้านบัญชี แบ่งเป็น 1.กลุ่มที่ได้เงินคืน 286,362 บัญชี (ได้เงินคืน 3,399.12 ล้านบาท) 2.กลุ่มที่มียอดหนี้ลดลง 3,548,016 บัญชี (ยอดหนี้ลดลง 46,225.6 ล้านบาท) 3.กลุ่มที่มียอดหนี้เท่าเดิม 755 บัญชี และ 4.กลุ่มที่หนี้หมด (ปิดบัญชี) 80 บัญชี

โดยกลุ่มที่ได้เงินคืน 286,362 บัญชี (ได้เงินคืน 3,399.12 ล้านบาท) สามารถตรวจสอบสถานะโดยด่วน ผ่านเว็บไซต์ https://www.studentloan.or.th/ (คลิก) สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนตามขั้นตอน ดังนี้

นอกจากนี้ กลุ่มที่มียอดหนี้เท่าเดิม 755 บัญชี สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านเว็บไซต์ กยศ. และยืนยันตัวตนผ่าน App ThaiD (ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งที่ กยศ.ยังไม่ฟ้องคดีและฟ้องคดีแล้ว หรืออยู่ระหว่างบังคับคดี มีสิทธิ์ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกราย)

สำหรับแผนการขอคืนเงิน 1.รอบแรกคืนเงิน 70% ของยอดที่จะได้รับในระหว่างรอระบบคำนวณเสร็จ เพื่อเร่งคืนเงินให้ผู้กู้ยืมก่อน รอบ 2 คืนเงินส่วนที่เหลือ หลังการคำนวนหนี้จากระบบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ 2.ผู้กู้ต้องแจ้งความประสงค์ขอคืนเงิน ณ 15 พ.ค.68 จำนวน 26,463 บัญชี เป็นเงิน 426.5 ล้านบาท จะได้เงินคืนทั้งหมดภายในเดือน พ.ค.68 โดย ณ 13 พ.ค.68 และ 3.หากมีการคืนเงินมากกว่าแผนฯ จะนำเนินการของบกลางฯ ต่อไป

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างหนี้ โดยเปิดให้ผู้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ณ วันที่ 12 พ.ค.68 แบ่งเป็นแบบประดาษ (เริ่ม 15 ก.ะ.67) จำนวน 261,110 บัญชี และแบบออนไลน์ 337,224 บัญชี รวม 598,334 บัญชี

นายลวรณกล่าวว่า ที่ผ่านมา กยศ. ได้แจ้งนายจ้างให้หักเงินเดือนเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนจากผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ โดยให้หักเพิ่มรายละ 3,000 บาท สำหรับผู้กู้ยืมที่มีสถานะค้างชำระ โดยไม่รวมผู้ที่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ กยศ. แล้ว มีผลตั้งแต่เดือนเม.ย.68

ถ้าไม่อยากถูกหักเงิน 3,000 บาท กยศ.แนะนำให้ผู้กู้ควรติดต่อขอปรับโครงสร้างหนี้/ชำระยอดค้าง โดยสามารถเดินทางมาติดต่อ กยศ. หรือขอปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนของลูกหนี้ลดลง และจะไม่ถูกหักเงินเพิ่มเดือนละ 3,000 บาท

ในส่วนของการรองรับผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากการหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาทต่อบัญชี กยศ. มีแนวทางดูแลเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ผู้กู้ยืมเงินที่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ กยศ. ในเดือนพ.ค.68 จะต้องชำระตามยอดหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ในงวดแรกด้วยตนเอง และต้องแจ้งให้นายจ้างทราบเพื่อจะได้ไม่ถูกหักเงินเดือนเพิ่มอีก 3,000 บาท ในเดือนนั้น ซึ่งนายจ้างจะเริ่มหักเงินเดือนตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่งวดที่ 2 เป็นต้นไป

2.ผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และยังคงมียอดหนี้ค้างชำระ หากผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถให้หักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท ในเดือนพ.ค.และมิ.ย.68 จะต้องยื่นขอปรับลดจำนวนการหักเงินเดือนทางเว็บไซต์ กยศ. ภายในวันที่ 24 พ.ค.68 ซึ่งจะมีผลปรับลดจำนวนหักเงินเดือนเฉพาะเดือนพ.ค.นี้เท่านั้น

หากดำเนินการไม่ทันสามารถยื่นขอปรับลดการหักเงินเดือนได้อีกครั้งในเดือนมิ.ย.68 โดยจะต้องยื่นขอปรับลดจำนวนการหักเงินเดือน ภายในวันที่ 14 มิ.ย.68 และ กยศ. จะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้กู้ยืมเงินทราบทาง SMS พร้อมแจ้งให้นายจ้างทราบในระบบ e-PaySLF ต่อไป

สำหรับผู้กู้ยืมมียอดค้างชำระหนี้ก่อนหักเงินเดือน 510,716 บัญชี ผู้กู้ยืมที่มาปรับโครงสร้างหนี้ 207,108 บัญชี ผู้กู้ยืมที่ปิดบัญชี/ชำระยอดค้าง 42,535 บัญชี ซึ่งมีผู้กู้ยืมที่ควรมาขอปรับโครงสร้างหนี้/ชำระยอดค้าง 261,073 บัญชี

ซึ่ง กยศ.ได้แจ้งให้ผู้กู้ทราบก่อนการดำเนินการหักเงิน 3,000 บาท ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้ง 1.Line OA “กยศ.หักเงินเดือน” 2.แจ้งทางหนังสือถึงตัวผู้กู้ผ่านที่อยู่ตามทะเบียนราษฎ์ และ 3.แจ้งทาง E-mail

ตัวอย่าง กรณีไม่ปรับโครงสร้างหนี้ ยอดหนี้เดิม 279,445 บาท ชำระต่อเดือน 1,620+3,000 บาท เทียบกับยอดหนี้ใหม่ หลังปรับโครงสร้างหนี้ 84,959 บาท ชำระต่อเดือน 480 บาท