ส.ธนาคารไทย ชี้กวาดธุรกิจปล่อยกู้ เข้าระบบเครดิตบูโร แก้ปัญหาหนี้

“ส.ธนาคารไทย” ชี้แก้ “หนี้เรื้อรัง” แนะกวาดธุรกิจปล่อยกู้ทั้งหมดเข้าระบบ “เครดิตบูโร” พร้อมคัดคะแนนเครดิตรายบุคคล อุ้ม “คนดี” ได้สินเชื่อ “ดอกต่ำ”

วันนี้ (9 ต.ค.68) นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต ในฐานะ กรรมการ สมาคมธนาคารไทย เผยในหัวข้อ แก้วิกฤติ “กับดักหนี้” ทางรอดการเงินไทย ใน Special Vision: Financial & Business Transformation งานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap

นายปิติกล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากรายได้ของคนไทยเติบโตน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แต่ภาระหนี้กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัญหาหนี้ครัวเรือนมีความซับซ้อนและมีการกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย 

โดยหนี้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์คิดเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่หนี้อีก 2 ใน 3 มาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) เช่น ออมสิน ธ.ก.ส. สหกรณ์ และ Non-Bank ยังไม่รวมถึงหนี้นอกระบบ

“ปัจจุบันการกำกับดูแลหนี้มีความกระจาย เนื่องจากหนี้แบงก์ดูเเลโดย ธปท. ส่วนหนี้สหกรณ์ถูกดูแลโดยกระทรวงเกษตรฯ และหนี้ กยศ. ถูกดูแลโดยกระทรวงการคลัง 

“จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ลูกหนี้ 1 คน อาจมีเจ้าหนี้หลายรายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่แตกต่างกัน”

นอกจากนี้ คนไทยกำลังเผชิญกับ 3 กำแพงสำคัญ ได้แก่ 1.กำแพงอายุ  9% ของคนไทย “ชนกำแพงอายุ” เพราะสูตรเกษียณที่ 60 ปี ทำให้รายได้ไม่มี แต่ธนาคารก็ลังเลในการปล่อยสินเชื่อ 2.กำแพงหนี้เสีย (NPL)  20% ของคนไทยเป็นหนี้เสียไปแล้ว 

และ 3.กำแพงรายได้  31% ของคนไทยชนกำแพงรายได้  สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เช่น สหกรณ์และ SFI ยังไม่ได้ใช้เกณฑ์ Responsible Lending ที่จะดูเรื่องหนี้ต่อรายได้อย่างจริงจังแบบธนาคารพาณิชย์ เมื่อกู้จากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ก็ไปโผล่ตรงนั้น ทำให้มีการกู้เกินตัวเกิดขึ้น ซึ่งปัญหาไม่ใช่เรื่องการกู้ แต่ปัญหาคือรายได้

“ขณะที่คนไทยอีก 40% ที่สถานะยังดี แต่ก็กำลังจะชนกำแพงเหล่านี้ตามมา จึงไม่แปลกใจว่าคนมากู้ซื้อบ้านแล้วแบงก์ปล่อยกู้ได้คนเดียว เพราะอยู่ในกลุ่มนี้”

นายปิติ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี รัฐบาลปัจจุบันมีความพยายามในการแก้ไขหนี้  โดยมุ่งเป้าไปที่การแก้หนี้เสียของคนที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 70% ของจำนวนคนที่เป็นหนี้เสียทั้งหมดในฐานข้อมูลของเครดิตบูโรที่มี 2.1 ล้านล้านบาท แต่กลุ่มนี้คิดเป็นเม็ดเงินหนี้เสียรวมเพียง 14% ของยอดหนี้เสียรวม แนวทางนี้จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ใช้ทรัพยากรไม่เยอะ แต่สามารถปลดปล่อยคนจำนวนมาก 

“คนที่มีหนี้เสีย 100,000 บาท หรือน้อยกว่าคิดเป็นประมาณ 70% ของคนที่เป็นหนี้เสีย แต่คิดเป็น 14% ของ ยอดหนี้เสียแปลว่าใช้ทรัพยากรไม่เยอะ แต่แก้ปัญหาคนที่ชนกำแพงหนี้เสียไปได้แล้วถึง 70% แปลว่าเราจะ เอาคนที่ถูกขังจากเรื่องหนี้เสียออกมาได้ การตั้ง AMC คือการแก้กลุ่มนี้ให้รอด”

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนต้องป้องกันไม่ให้ปัญหากลับมาใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงป้องกัน (Preventive) ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว (Corrective) ปัญหาหนี้ถูกเปรียบเทียบว่าคล้ายกับปัญหาน้ำท่วม ที่เป็นปัญหาลึกกว่าแค่การหายอดมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว 

การแก้หนี้ครัวเรือนต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง กระดุมเม็ดแรกของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คือเรื่องของข้อมูลและคะแนนเครดิต (Credit Score) สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น โดยเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์และภาคบังคับ ต้องทำให้ผู้ให้บริการสินเชื่อทุกประเภทต้องเข้ามาอยู่ใน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือ เครดิตบูโร โดยต้องเป็นภาคบังคับ (Mandatory) และเป็นหน้าที่ของผู้ปล่อยกู้ทุกคนที่ต้องนำข้อมูลมาใส่ในระบบ 

และจะทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนต้องมีคะแนนเครดิต 

ซึ่งคะแนนนี้จะทำหน้าที่คล้าย “ใบเกรด” ที่ใช้ตัดสินว่าสามารถกู้แบงก์ไหนได้ ในราคาดอกเบี้ยเท่าไหร่ และการมีเครดิตสกอร์นี้จะนำไปสู่ Risk-Based Pricing (RBP) หรือการกำหนดราคาดอกเบี้ยตามความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด การอุดหนุนข้ามกลุ่ม( Cross Subsidization) 

โดยวันนี้คนที่ไม่เคยเบี้ยวหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 24% เพื่อไปชดเชยให้กับคนที่เป็นหนี้เสียและไม่จ่าย การแก้ไขเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจบลงอย่างแท้จริง

“ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป หรือเอเชีย ต่างใช้เครดิตสกอร์เป็นเครื่องมือสำคัญและสอนให้คนหวงแหนความน่าเชื่อถือนี้ การทำเรื่อง คะแนนเครดิตภาคบังคับ และ Risk-Based Pricing ควบคู่ไปกับการแก้ไขหนี้เสีย 70% ในระยะสั้น จะเป็นโมเมนตัมสำคัญในการปลดล็อกพลังซื้อของประชาชน 60-70 ล้านคน และช่วยให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักและเดินหน้าต่อไปได้”