ดัชนีราคาผู้ผลิตไทย ส.ค. 68 ร่วง 3.5% เกษตรกร-โรงงาน-ผู้ส่งออก กระทบถ้วนหน้า

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

1 กันยายน 2568

ดัชนีราคาผู้ผลิตไทย ส.ค. 68 ร่วง 3.5% เกษตรกร-โรงงาน-ผู้ส่งออก กระทบถ้วนหน้า

(วันนี้ 1 ก.ย.68) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของไทยเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 108.3 ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การหดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกหมวดสินค้า สะท้อนแรงกดดันต่อเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน

ราคาสินค้าเกษตรกรรมและการประมงลดลงมากที่สุดถึง 10.7% โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกเหนียวที่ราคาตกจากฐานปีก่อนซึ่งสูง ประกอบกับการส่งออกที่ชะลอตัว ขณะที่อ้อยและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ล้นตลาดและการนำเข้าทดแทนจากต่างประเทศ ส่วนมันสำปะหลัง ยางพารา รวมถึงผักและผลไม้หลายชนิดต่างปรับลดลงตามความต้องการที่ซบเซาและคุณภาพผลผลิตที่ด้อยลง แม้บางสินค้าอย่างปาล์มสด สุกรมีชีวิต และกุ้งแวนนาไมจะมีราคาปรับขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่จำกัดและความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะดึงภาพรวมให้กลับมาเป็นบวกได้

ในหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ราคาลดลงถึง 13% ตามทิศทางของตลาดโลก โดยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นตัวฉุดสำคัญ ขณะที่สินแร่เหล็ก สังกะสี และยิปซัมปรับลดตามความต้องการอุตสาหกรรมที่ชะลอ มีเพียงหินก่อสร้างที่ราคาขยับขึ้นจากต้นทุนผู้ประกอบการที่สูงขึ้น

สำหรับหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ราคาลดลง 2.2% โดยกลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ต่างเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ขณะที่กลุ่มเคมีภัณฑ์อย่างพอลิเมอร์และเม็ดพลาสติกปรับลงตามต้นทุนน้ำมันและก๊าซ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างแผงวงจรและ IC ลดลงตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง และกลุ่มอาหาร เช่น น้ำตาล ข้าวสารเจ้า ข้าวนึ่ง รวมถึงสินค้าประมงอย่างปลาสดและปลากระป๋อง ต่างเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งและการแข่งขันด้านราคาส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังมีบางสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ทองคำและเครื่องประดับ ที่ราคาสูงขึ้นจากความต้องการในตลาดโลก

นายพูนพงษ์กล่าวต่อว่า แนวโน้มเดือนกันยายนยังคงมีโอกาสหดตัวต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มากขึ้น การที่ผู้ส่งออกไทยต้องลดราคาเพื่อชดเชยภาษีนำเข้าของสหรัฐ การแข่งขันหาตลาดใหม่ที่รุนแรงขึ้น และสถานการณ์ปิดด่านชายแดนที่กระทบต่อการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน

พร้อมกล่าวทิ้งท้าย ว่า ผู้ผลิตไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันด้านราคา ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมแนะนำว่ารัฐบาลควรเร่งยุติความไม่สงบชายแดนเพื่อฟื้นฟูการค้า ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และเร่งเปิดตลาดส่งออกใหม่เพื่อพยุงภาคการผลิต