รัฐปล่อยน้ำมันลอยตัว ชี้เรทจริงไร้กองทุนฯ อุ้ม ราคาทะลุ 60 บาท/ลิตร

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

28 มีนาคม 2569

รัฐปล่อยน้ำมันลอยตัว ชี้เรทจริงไร้กองทุนฯ อุ้ม ราคาทะลุ 60 บาท/ลิตร

วันนี้ (28 มี.ค.69) ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน แม้ว่าสงครามจะยุติลงในที่สุด แต่คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

จากปัจจัยดังกล่าว ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกจากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” (Broad-based subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (Managed Float) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในความเป็นจริง ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น หากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที อย่างไรก็ตาม ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กระบวนการนำไปปฏิบัติ” (Execution) ว่าจะทำอย่างไรให้การปรับราคาขึ้นเป็นไปอย่างนุ่มนวลที่สุด

การฝืนตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดผลเสียในหลายมิติ ทั้งข้อจำกัดด้านทรัพยากรและหนี้สาธารณะ ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศค่อนข้างสูง และมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต้องระมัดระวัง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับการอุดหนุนราคาอย่างมหาศาลจึงมีความเสี่ยงสูง

ทำให้ขาดแรงจูงใจในการประหยัด การตรึงราคาต่ำเกินไปทำให้ประชาชนขาดการตระหนักรู้และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมการบริโภคจะตอบสนองต่อกลไกราคา หากยังคงใช้พลังงานในระดับเดิมท่ามกลางราคาตลาดโลกที่สูง จะส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรง

เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเฉียบพลัน (Shock) หากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันหมดลง เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกและต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน

การปรับขึ้นราคาน้ำมันย่อมส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการจับจ่ายและแผนการใช้เงินของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง

ดร.ยรรยง เผยถึงสภาวะเศรษฐกิจไทย ในเรื่องภาวะค่าแรงที่แท้จริงติดลบ (Negative Real Wage) ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤตโควิด-19 อัตราค่าจ้างที่แท้จริง (รายได้รวมโบนัสและสวัสดิการหารด้วยเงินเฟ้อ) มีแนวโน้มติดลบ ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงเนื่องจากรายจ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ประเทศไทยมีความเปราะบางสูงเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูงถึง 8% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ดีอีจี) อีกทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีสัดส่วนด้านพลังงานเกือบ 10% ที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เทียบกับการใช้พลังงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ (ใช้พลังงานมากเพื่อผลิต GDP 1 หน่วย)

ฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จัดทำฉากทัศน์เพื่อประเมินสถานการณ์ไว้ 3 รูปแบบหลัก

  • กรณีฐาน (Baseline – โอกาส 50%): ความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์ GDP โต 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2%
  • กรณีเลวร้าย (Worst Case – โอกาส 40%): ความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP อาจลดลงเหลือ 1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%
  • ความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risk): มีความไม่แน่นอนสูงที่ราคาน้ำมันอาจยืนระยะสูงนานกว่าที่คาด

แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้าน ฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นกันชน (Cushion) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถบริหารจัดการค่าเงินและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน ลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตรุนแรงซ้ำรอยปี 2540

สำหรับข้อเสนอ คือ รัฐอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงานในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทย
การปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรใช้โอกาสนี้เร่งการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Investment) เช่น พลังงานหมุนเวียน, โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

เรื่องวินัยการเงินการคลัง แม้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP จะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการแสดงให้เห็นถึงแผนการจัดการหนี้ในระยะปานกลางเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

“มุมมองต่อภาคธุรกิจและ SME ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีความเปราะบางสูง (NPL ในระดับ Stage 2 และ 3 รวมกันเกือบ 20%) อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น Soft Loan หรือ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือลูกค้ายามวิกฤต”