“ภาษีทรัมป์” เขย่าสงคราม-เทรดวอร์ “ทอง-เงิน” เด้งรับราคาพุ่ง
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 มกราคม 2569

วันนี้ (27 ม.ค.69) บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) เผยว่า สรุปภาพรวมราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 18% รวมถึงราคาโลหะเงินพุ่งแรงกว่า 52% ในเดือนเดียวซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น และการที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงเข้าซื้อทองคำ ท่ามกลางกระแสการลดพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ทั่วโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ ควรใช้มาตรการภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรลุ “สันติภาพโลก” สะท้อนมุมมองที่เชื่อว่าการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจสามารถมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและช่วยส่งเสริมเสถียรภาพระดับโลกได้ ความเห็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายการค้าเพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง
BMO Capital Markets ชี้ว่า ทองคำและเงินกำลังได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลกและการอ่อนค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะแรงซื้อจากธนาคารกลางและกองทุน ETF ประเมินทองคำอาจปรับขึ้นสู่ราว 6,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2026 และมีโอกาสแตะ 8,650 ดอลลาร์ในปี 2027 ขณะที่ราคาโลหะเงินจะอยู่ที่ประมาณ 160 เหรียญไตรมาสที่ 4 ปี 2026 และประมาณ 220 เหรียญ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2027
นักวิเคราะห์จากธนาคาร HSBC เตือนว่านักลงทุนโลหะเงินอาจถึงเวลาขายทำกำไร หลังราคาเงินพุ่งขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อน จนสัดส่วนทองคำต่อเงินลดลงสู่ระดับต่ำผิดปกติ แม้ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นเพียงราวหนึ่งในสาม ประเมินว่าโลหะเงิน ไม่น่ากลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยใหม่ โดยแรงขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากโมเมนตัมการเก็งกำไร และนักลงทุนรายย่อย มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ธนาคาร Citi ปรับเพิ่มเป้าราคาโลหะเงินระยะสั้น (0–3 เดือน) จาก 100 เป็น 150 เหรียญ หลังราคาพุ่งแรงเกินคาดจากกระแสเงินทุนและแรงเก็งกำไร ธนาคารมองว่าเงินยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าทองคำ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากดีมานด์จีน อินเดีย และนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 95.77 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ และมองว่าสหรัฐฯ ต้องการดอลลาร์ที่อ่อนลง รวมถึงแรงกดดันเพิ่มเติมมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเสี่ยงรัฐบาลปิดทำการ และนโยบายการค้าที่แข็งกร้าว
ตลาดการเงินโลกกำลังเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่เฟดอาจร่วมมือกับญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงิน เพื่อกดดอลลาร์และพยุงเงินเยน ท่ามกลางแรงกดดันในระบบการเงินญี่ปุ่น การอ่อนค่ารุนแรงของเงินเยนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น เริ่มกระทบเสถียรภาพทางการเงินและสร้างความกังวลเชิงระบบ หากเกิดการแทรกแซงจริง ดอลลาร์อาจอ่อนค่าแรง ขณะที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงจากการปิดสถานะ Yen Carry Trade และเพิ่มความผันผวนในตลาดโลก