ETDA ออกเกณฑ์ดึง TikTok ค้าถูกกฎหมาย แฟร์เกมคู่แข่ง “อีคอมเมิร์ซ”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

29 สิงหาคม 2568

ETDA ออกเกณฑ์ดึง TikTok ค้าถูกกฎหมาย แฟร์เกมคู่แข่ง “อีคอมเมิร์ซ”

การเคลื่อนไหวล่าสุดของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สะท้อนแรงกดดันเชิงนโยบายที่รัฐต้องเร่งกำกับดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้โปร่งใสและแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นรายใหม่อย่าง TikTok กำลังแทรกซึมเข้ามาเป็น “Marketplace” เต็มตัว แต่กลับไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเหมือน Shopee หรือ Lazada

วันนี้ (28 ส.ค.68) นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างประกาศใหม่ภายใต้กฎหมาย DPS (พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565) เพื่อกำหนดเกณฑ์คุมเข้มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

โดยประเด็นสำคัญคือ บังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีตัวเลือกผู้ให้บริการขนส่งอย่างน้อย 3–5 ราย หรือให้เพียงพอกับการใช้งานของผู้บริโภคและเป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสิทธิเลือก ไม่ถูกบังคับใช้บริการรายเดียวซึ่งอาจก่อให้เกิดการผูกขาดด้านโลจิสติกส์

“ได้หารือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำแล้ว เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, J&T Express, Lazada Express และ Shopee Xpress เพื่อรับฟังความคิดเห็น ก่อนสรุปตัวเลขที่เหมาะสม คาดว่าหากผ่านขั้นตอนพิจารณา ร่างประกาศจะมีผลบังคับใช้ทันปลายปี 2568”

TikTok จุดโฟกัสใหม่ของกฎหมายอีคอมเมิร์ซ

นายชัยชนะกล่าวว่า ประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ สถานะของ TikTok ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทเป็นช่องทางขายสินค้าออนไลน์ที่โตอย่างก้าวกระโดด แต่ TikTok จดแจ้งตนเองในหมวด Social Media และ Social Commerce ไม่ใช่อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม ทำให้ไม่อยู่ในรายชื่อ 19 แพลตฟอร์มที่ต้องปฏิบัติตามประกาศ ETDA ล่าสุดที่กำหนดมาตรฐานเข้ม เช่น การตรวจสอบ มอก., การยืนยันตัวตนผู้ขาย และการแสดงฉลากสินค้าเป็นภาษาไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ TikTok กำลังทำหน้าที่เทียบเท่า Marketplace และมีส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากยังอยู่นอกกติกา ย่อมสร้างความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ขณะที่ผู้เล่นรายเดิมต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

นายชัยชนะกล่าวว่า ETDA จะเร่งนำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีแนวโน้มสูงที่จะปรับรายชื่อแพลตฟอร์มเพิ่มเติมภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ TikTok ต้องอยู่ในกรอบเดียวกับผู้เล่นรายอื่น

“ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะจดแจ้งสถานะใด แต่หากในทางปฏิบัติทำหน้าที่เป็น Marketplace ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย”

ดึง กขค. เข้ามาเสริม หนุนแข่งขัน

นายชัยชนะกล่าวว่า ควบคู่กันนั้น สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ก็เดินหน้ารับลูกต่อ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซ ระหว่างวันที่ 19 ส.ค.–18 ก.ย. 2568 นี้ด้วย

โดยเนื้อหาประกาศดังกล่าวครอบคลุมถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่าย “เอาเปรียบ” คู่ค้า เช่น การบังคับใช้โลจิสติกส์เฉพาะราย, การจัดอันดับค้นหาที่ไม่โปร่งใส หรือการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจะเป็นกลไกเสริมการกำกับของ ETDA เพื่อสกัดการผูกขาดและสร้างสนามแข่งขันที่แฟร์ยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากกฎหมายชุดใหม่มีผลบังคับใช้จริง จะส่งผลหลายมิติ โดยภาคโลจิสติกส์ การเปิดให้ผู้บริโภคเลือกได้หลายราย จะสร้างการแข่งขันเชิงบริการและราคา ช่วยลดต้นทุนด้านขนส่งในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจเพิ่มภาระต่อแพลตฟอร์มที่ต้องเชื่อมระบบกับผู้ให้บริการหลากหลาย ซึ่ง TikTok จะต้องปรับโมเดลธุรกิจและลงทุนเพิ่มในการคุมคุณภาพสินค้าและระบบโลจิสติกส์

และต่อผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากทางเลือกที่มากขึ้น ทั้งด้านราคา ความเร็ว และมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า แต่ต้องเผชิญกับกฎควบคุมเข้มงวดที่อาจทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้นเล็กน้อย

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายเล็ก

นายชัยชนะกล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME บางรายเห็นด้วยกับกฎใหม่เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดความเสี่ยงจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ผูกขาดตลาด แต่ก็เตือนว่าการบังคับให้มีผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายรายอาจทำให้ต้นทุนระบบเพิ่มขึ้น เช่น ต้องจัดการหลายช่องทางชำระเงินและการเชื่อมระบบขนส่งหลายราย ซึ่งอาจกระทบกำไรสุทธิในช่วงเริ่มต้น

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกับเวทีโลก

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ETDA ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2567 อยู่ที่ราว 5.5 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตแตะ 6.2 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยราว 12–15% ต่อปี การขยายตัวดังกล่าวแม้ยังเล็กเมื่อเทียบกับตลาดยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่มีมูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาท หรือสหรัฐอเมริกาที่ราว 6–7 ล้านล้านบาท แต่สะท้อนศักยภาพการบริโภคออนไลน์ของไทยที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ในภาพรวม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นภูมิภาคที่ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตเร็วที่สุด โดยมีการประเมินว่าภายในปี 2573 จะมีมูลค่ารวมเกิน 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การที่ไทยเร่งปรับกติกาให้เท่าทัน จึงมีนัยสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม ที่ต่างก็มีการออกกฎควบคุมอีคอมเมิร์ซเข้มขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น ตัวกติกาใหม่ของ ETDA และ กขค. ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการวางโครงสร้างการแข่งขันระยะยาวในเศรษฐกิจดิจิทัลไทย การบังคับให้ TikTok เข้าสู่กติกาเดียวกับผู้เล่นรายอื่น จึงเป็นสัญญาณว่า รัฐกำลังเดินเกมเพื่อสร้าง “สมรภูมิแฟร์” ระหว่างยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและผู้เล่นหน้าใหม่ ท่ามกลางการเติบโตของตลาดที่มูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี หากมาตรการเหล่านี้ขับเคลื่อนได้จริง จะไม่เพียงเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ให้บริการไทยในห่วงโซ่อีคอมเมิร์ซโลกอย่างยั่งยืน


ล่าสุด TikTok ออกมาชี้แจงว่า “เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง TikTok Shop ได้เข้าพบสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เพื่อแสดงความประสงค์ในการปฏิบัติตามประกาศว่าด้วยหน้าที่เพิ่มเติมของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส

TikTok Shop ขอยืนยันที่จะปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศไทย และมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาแพลตฟอร์มของเราให้ปลอดภัยสำหรับชุมชนผู้ใช้งาน รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง (MSME) ของไทย”