น้ำท่วมซัดหนัก ฉุดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

10 ตุลาคม 2567

น้ำท่วมซัดหนัก ฉุดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (10 ต.ค.67) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 67 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือนนับตั้งแต่เดือนส.ค.66 เป็นต้นมา

เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า และความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รวมทั้งราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กับอิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซาที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

“จากดัชนีความเชื่อมั่นทั้ง 2 รายการปรับลดลงต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.67 แต่มีปัญหาน้ำท่วมเข้ามากระทบทำให้เงินหมื่นกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก เพราะประชาชนเริ่มกังวลว่าอาจจะลุกลามไปยังภาคกลาง และกรุงเทพมหานครทำให้คนยังไม่ใช้เงิน”นายธนวรรธน์กล่าว

ดังนั้น ต้องจับตาดูว่าในเดือนต.ค.นี้ ว่าปัญหาน้ำท่วมจะคลี่คลายได้หรือไม่ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าน้ำท่วมปี 67 จะทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย 3-4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.21% -ของจีดีพีประเทศ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่ามี 36 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุดมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 27,434 ล้านบาท ภาคบริการ 9,209 ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม 287 ล้านบาท เป็นต้น โดยจังหวัดที่ได้รับความเสียหายมากสุด คือ เชียงราย 6, 412 ล้านบาท เชียงใหม่ 4,232 ล้านบาท และพะเยา 3,290 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนและไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ โดยเฉพาะจากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการนัดชุมนุมพาม็อบลงถนนนั้นทำให้ผู้บริโภคเริ่มกังวลกับสถานการณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนจากดัชนีความคิดเห็นของสถานการณ์การเมือง ก.ย.67 ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 14 เดือน

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเสริมมาตรการแจกเงินกลุ่มเปราะบางให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมาตรการชิมช็อปใช้ หรือ มาตรการคูณ 2 รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยหอการค้าไทยยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2.6%