เด็ก 5 ขวบติดเชื้อพุ่ง! โรคมือ เท้า ปาก “ระบาด” พบ 8 เดือนป่วย 65.7%

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

5 กันยายน 2568

เด็ก 5 ขวบติดเชื้อพุ่ง! โรคมือ เท้า ปาก “ระบาด” พบ 8 เดือนป่วย 65.7%

วันนี้ (6 ก.ย.68) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมรายไตรมาส 2/2568 เผยว่า ไตรมาสสอง ปี 2568 จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 27.2 หรือเพิ่มจาก 202,879 ราย เป็น 258,105 ราย

โดยโรคที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากการขยายตัวของจำนวนผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยด้วยโรคมือ เท้า ปาก เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 65.7 หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.7 เท่า ซึ่งในปี 2568 โรคมือ เท้า ปาก เริ่มระบาดตั้งแต่เดือนม.ย. และมีแนวโน้มจะระบาดต่อเนื่องถึงเดือนก.ย.

จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 5 ส.ค.68 พบผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก จำนวน 48,154 ราย โดยพบผู้ป่วยสูงสุดในพื้นที่ภาคใต้ รองลงมาเป็น กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันน้อยและต้องอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมากในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทย จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In : MHCI ไตรมาสสอง ปี 2568 ซึ่งมีผู้เข้ารับการประเมินจำนวน 2.9 แสนคน

  • ผู้ที่เสี่ยงซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงที่สุดที่ร้อยละ 7.0 เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 5.2
  • รองลงมาเป็น ผู้ที่มีความเครียดสูง ร้อยละ 6.3
  • ผู้ที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย ร้อยละ 3.9
  • ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ ร้อยละ 2.0

การฆ่าตัวตายจากปัญหาสุขภาพจิตมีอัตราเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่าจำนวนผู้ป่วยจิตเวชประเภทผู้ป่วยนอกที่มารับบริการในหน่วยงานสังกัดดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2567 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวน 3.5 ล้านคน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็น 4.4 ล้านคน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

และผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 428,534 คน จาก 359,737 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย ของกระทรวงสาธารณสุข ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5,217 คน คิดเป็นอัตรา 8.02 รายต่อประชากรแสนคน ซึ่งมีอัตราเพิ่มสูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2567)

โดยกลุ่มอายุที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 20 – 59 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน อีกทั้งผู้พยายามฆ่าตัวตาย
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีจำนวนมากถึง 33,926 คน เฉลี่ยวันละ 93 คน หรือมีผู้พยายามฆ่าตัวตาย 7 คนในทุก 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ สาเหตุการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มาจากปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว รองลงมาเป็นปัญหาภาวะป่วยกายหรือใจเรื้อรัง และภาวะเครียดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น ทุกคนจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ควบคู่กับการดูแลสุขภาพร่างกาย ด้วยการเสริมสร้างความรัก ความผูกพันในครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม เผชิญกับปัญหาชีวิตได