วันนี้ (22 เม.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟซใหม่ จะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค. และ เริ่มใช้จ่ายเงินได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 คาดแจกไม่น้อยกว่า 2,000 บาท/ราย ส่วนแหล่งงบประมาณที่จะนำมาดำเนินการโครงการฯ จะมาจากงบกลางซึ่งมีอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท และงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เม.ย. นี้ กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมงบส่วนนี้ได้ประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท และยังมีทางเลือกในการใช้ทุนสำรองเบิกจ่ายฉุกเฉินอีก 5 หมื่นล้านบาท ส่วนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะพิจารณาออกในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย.นี้ กรอบสูงสุด 5 แสนล้านบาท สำหรับไว้ใช้จ่าย 2 ก้อน คือ ดูแลลดภาระแก่ประชาชนหนึ่งในนั้นคือมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเป็นการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส และการปรับโครงสร้างทั้งด้านพลังงาน และภาคแรงงาน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมาย
“รัฐบาลกำลังพิจารณาเตรียมกระสุน หรือออกพ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของวิกฤตพลังงานโลก โดยยืนยันว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 66% จากเพดานหนี้สาธารณะ 70% ซึ่งยังมีช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีก 4% หรือสามารถกู้ได้อีกเกือบ 800,000 ล้านบาท จาก โดยเงินกู้ก้อนนี้จะเน้นใช้ใน 2 หมวดหลักคือ บรรเทาภาระประชาชนกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว”
ขณะที่การประชุม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ในเช้าวันที่ 22 เม.ย. 69 เพื่อวางกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดย ที่ประชุมได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนจากวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 2570 รัฐบาลตั้งเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 2.2% และอัตราเงินเฟ้อที่ 1.5%, ส่วนในปี 2569 คาดการณ์ GDP โต 1.4% และเงินเฟ้อ 2.9% โดยยืนยันตัวเลขรายได้สุทธิที่ 3 ล้านล้านบาท ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และจะรักษาวินัยการคลังโดยการลดการขาดดุลงบประมาณลง
ทั้งนี้ รัฐบาลจะดันการ “ลงทุน” (Investment) ให้เป็นพระเอกหลักแทนการส่งออกที่เคยพึ่งพาถึง 70% ของ GDP โดยจะเร่งการลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจ โครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid และมาตรการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
นอกจากนี้รัฐบาลจะคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้ง่ายขึ้นด้วยระบบดิจิทัล เพื่อดึงคนนอกระบบเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น และช่วยเหลือกลุ่ม SMEs และมนุษย์เงินเดือน
