พาณิชย์ฯ ทุบ “ธุรกิจเทา” ไล่ล่า “นอมินีบัญชีม้า” แอบเนียนจัดตั้งบริษัท

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

19 มกราคม 2569

พาณิชย์ฯ ทุบ “ธุรกิจเทา” ไล่ล่า “นอมินีบัญชีม้า” แอบเนียนจัดตั้งบริษัท

วันนี้ (19 ม.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า”

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ

กรมจึงให้ความสำคัญในการเร่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงจากบัญชีม้าบุคคล เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และนักบัญชีและสำนักงานบัญชีถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของระบบธุรกิจไทย ที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้
         
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ทุกวันนี้ เวลาคนอยากตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดำเนินการเอง มักจะใช้นักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยในการจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ตลอดจนการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินให้แก่ธุรกิจ และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นด่านแรกที่จะช่วยสกัดกั้นธุรกิจที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้นอมินีบัญชีม้า และการจดทะเบียนอำพรางให้กับคนต่างชาติ

“เพราะหากผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี ตกเป็นเครื่องมือหรือร่วมมือกับมิจฉาชีพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพบัญชีโดยรวม และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพในการกระทำผิด”

ทั้งนี้ หากกรมพบว่าผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี กระทำความผิด ช่วยเหลือการจดทะเบียนนิติบุคคลอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพื่อทำบัญชีม้านิติบุคคล โดยไม่ตรวจสอบ หรือรู้ทั้งรู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมิจฉาชีพ เช่น บุคคลคนเดียว จดตั้งบริษัทหลาย ๆ บริษัท บางทีเป็น 100 บริษัท หรือใช้สถานที่อยู่เดียวกันในการจัดตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ก็จะดำเนินการตามกฎหมายที่กรมมีอยู่ และส่งต่อให้สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดการต่อตามกฎระเบียบที่มีอยู่ด้วย
         
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบบัญชีม้านิติบุคคล กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ส่งรายชื่อบุคคลกลุ่มเสี่ยง HR-03 หรือรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง

โดย ปปง. ส่งรายชื่อจำนวนกว่า 9.8 ราย มาให้กรมฯ และได้นำรายชื่อเหล่านี้ไปตรวจสอบกับรายชื่อบุคคลที่มาจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 9.8 แสนราย ปรากฏว่า มีชื่อบุคคลเสี่ยงประมาณ 1,500 รายที่ตรงกับชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ซึ่งกรมได้นำส่งรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อแล้ว
         
ส่วนการป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ที่อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เงิน 1,000-2,000 บาทแล้วเอาชื่อมาใช้จดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งกรมได้นำชื่อเหล่านี้มาใส่ไว้ในระบบ เมื่อมีคนมาจดทะเบียนนิติบุคคล หากชื่อไปตรงกับชื่อในบัญชีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะเด้งขึ้นมาเลย

โดยผลการดำเนินการมาประมาณ 10 วัน พบมี 200 รายชื่อที่ตรงกัน จึงได้เรียกมาพบเจ้าหน้าที่ ขอให้ชี้แจงและแสดงหลักฐานทางการเงิน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่มา และทิ้งคำขอ แต่ถ้ามาแสดงตัว ก็รับจดให้ และส่งรายชื่อต่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาสถานะผู้ถือบัตรใหม่ เพราะไม่ได้จนจริง เนื่องจากการจดทะเบียนนิติบุคคล มีการลงทุน 5 แสนบาทจนกระทั่งถึง 1 ล้านบาท
         
นอกจากนี้ กรมจะเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงในจังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกระบี่ ที่มีข้อมูลและมีความเสี่ยงที่จะใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทยโดยเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

ซึ่งพบใน 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป โดยใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก ส่วนจะตรวจแบบไหน ขอเป็นความลับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการไหวตัวทัน แต่จะรู้อีกทีก็ตอนที่ถูกส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อแล้ว