คนไทย 20 ล้านคน ตั้งแถวลงทะเบียน “คนละครึ่ง พลัส” บูสต์จีดีพีไทย 2 เดือนสุดท้าย
ต้นกุมภาฯ อีจัน
18 ตุลาคม 2568

จับตาลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส วันแรก 20 ตุลาคมนี้ จะสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ให้กับเศรษฐกิจไทย ได้หรือไม่ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีระกุล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่มีระยะเวลา เพียง 4 เดือน ตาม MOA ที่สัญญาไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งขณะนี้ ได้ผ่านพ้นมาแล้ว 20 วัน ดังนั้น มาตรการนี้ จึงเป็นมาตรการ “เรือธง” ที่รัฐบาลคาดหวังว่า จะช่วยจุดความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น มาตรการชุดนี้ รัฐบาลจึงทุ่มสุดตัว เทเงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินจากภาคประชาชาอีกครึ่งหนึ่ง หรือรวมเป็น 88,000 ล้านบาท ในการเพิ่มจับจ่ายใช้สอยให้กับประชาชน ในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) ก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อส่งต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในปีถัดไป
“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” จึงได้รวบรวมข้อมูล และประเมินผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยจุดกระแสความเชื่อมั่นขึ้นมาได้หรือไม่ ภายใต้ “โครงการประชานิยม” ที่รัฐบาลแจกเงินถึงมือประชาชนคนละ 2,000 บาท กรณีประชาชนทั่วไป และอีกคนละ 2,400 บาทให้แก่ประชาชนที่ยื่นแบบภาษี จะช่วงทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น และกล้าจับจ่ายใช้สร้อยหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลไฟเขียวมาตรการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จำนวน 13 ล้านคน ใช้วงงบประมาณรวมกว่า 26,000 ล้านบาท

แจกลงทะเบียนคนละครึ่ง พลัส
มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” วางกลุ่มเป้าหมายประชาชนที่สามารถเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณทั้งสิน 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 88,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 0.21-0.22%
โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้สิทธิวันแรก วันที่ 29 ตุลาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขสำหรับคือ ผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจะต้องกดใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จนถึงเวลา 23.00 น. ไม่อย่างนั้น จะถูกตัดสิทธิ์ไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ “คนละครึ่ง พลัส” ยังเปิดโอกาสสามารถใช้จ่ายผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ด้วย โดยสามารถสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568
สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 20 ล้านคนนั้น ในจำนวนนี้ มีผู้ยื่นแบบภาษี 11 ล้านคน ได้รับเงินเข้าร่วมโครงการ 2,400 บาท ส่วนที่เหลืออีก 9 ล้านคนคือ ประชาชนที่อยู่นอกระบบภาษีจะได้รับเงิน 2,000 บาท เพราะรัฐบาลต้องการจูงใจให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น ส่วนวงเงินในการใช้จ่ายต่อวันจะได้เท่ากัน คือ วันละ 200 บาท จนกว่าวงเงินจะหมด โดยจะต้องใช้จ่ายภายในวันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568
ลงทะเบียนร้านค้าผ่านแอปถุงเงิน
สำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนร่วมโครงการดังกล่าว จะต้องลงทะเบียนผ่าน แอปถุงเงินเท่านั้น โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ เป็นร้านค้าอาหาร / เครื่องดื่ม / สินค้าทั่วไป / บริการ (นวด, สปา, ทำเล็บ, ทำผม ฯลฯ) รวมถึงผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถตู้ รถสองแถว รถจักรยานยนต์สาธารณะ ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ (ร้านค้าเก่า) ที่ผ่านเกณฑ์ในช่วงก่อนหน้านี้ ไม่ต้องสมัครใหม่ แต่จะต้องอัปเดตแอป ถุงเงิน แล้วยอมรับเงื่อนไขคนละครึ่ง
โดยร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องเตรียมบัตรประจำตัวประชาชน และรูปถ่าย ร้านค้าที่มีรูปเจ้าของประกอบกิจการ ซึ่งร้านค้าบุคคลธรรมดา, วิสาหกิจชุมชน จะต้องนำรูปถ่ายมาติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อยืนยันประกอบกิจการจริง ส่วนร้านค้านิติบุคคลรายย่อย, ธุรกิจเฉพาะ นำแบบฟอร์มติดต่อเจ้าหน้าที่กรุงไทย เพื่อส่งตรวจข้อมูลหน่วยงานรัฐสำหรับร้านค้าใหม่ หากผ่านการพิจารณาแล้ว จะเห็นแบนเนอร์คนละครึ่งพลัส ปรากฏบนแอปถุงเงิน ร้านค้าที่ยังไม่เป็นร้านค้าถุงเงิน สมัครได้ที่ สาขาธนาคารกรุงไทย หรือเว็บไซต์ www.ถุงเงินกรุงไทย.com ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 และดาวน์โหลดอัปเดตแอปถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
ส่วนร้านค้าเก่าที่เคยเข้าร่วมโครงการเฟส 5 (ปี 2565) และผ่านเกณฑ์แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงอัปเดตแอปฯ ถุงเงิน เวอร์ชันล่าสุด และกดแบนเนอร์เพื่อยอมรับข้อตกลง “คนละครึ่งพลัส” ก็พร้อมรับสิทธิ์ในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ทันที
ดันจีดีพีส่งท้ายปีพุ่งอีก 0.44%
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การที่รัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 67,180 ล้านบาท โดยคาดว่า จะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ราว 0.44% สนับสนุนให้จีดีพีปี 2568 ขยายตัวราว 2%
โดยกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 20 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณ 44,400 ล้านบาท คาดคาดว่าจะมีผลต่อจีดีพีที่ 0.32% ขณะที่มาตรการเติมเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.4 ล้านคน ใช้งบประมาณ 22,780 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นจีดีพีได้ 0.12%
ส่วนทางด้านผู้ประกอบการ คาดว่า จะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส โดยจำนวน 58.4% เนื่องจากโครงการนี้ สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น และอีก 22.4% คาดว่าไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะกังวลเรื่องภาษี กังวลว่า เงินจะไม่เข้าจากระบบมีปัญหาและกระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก ส่วนอีก 19.2% ยังไม่แน่ใจจะเข้าร่วมหรือไม่
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ 32.2% และ 30.5% คาดหวังปานกลางและมากต่อโครงการคนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาลใหม่ในการช่วยฟื้นฟูและช่วยกระตุ้นยอดขายของธุรกิจ ขณะที่ 17% คาดหวังน้อย และอีก 10.3% ไม่คาดหวังเลย เพราะเป็นโครงการระยะสั้นและชั่วคราวรวมถึงมองว่า โครงการนี้เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก และร้านค้าขนาดเล็กเป็นหลัก โดยธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจรถยนต์ และร้านบริการเฉพาะทางไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง รวมถึงวงเงินน้อย ตอบโจทย์คนบางกลุ่มเท่านั้น
สำหรับการใช้จ่ายในโครงการฯ จาก 2,000-2,400 บาท/คน เฉลี่ยคนจะใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ 400 บาทต่อวัน หากใช้ 10-12 วันเงินจะหมดแล้ว ทำให้เดือน พ.ย.การใช้จ่ายจะคึกคัก โดยเฉพาะวันลอยกระทง
ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากมาตรการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการของรัฐที่รัฐบาลได้เติมเงินให้กลุ่มนี้ จำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแง่เม็ดเงินมีผลประมาณ 0.4% ของจีดีพี แต่อาจจะมีต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก หรือมีผลไม่เกิน 0.2% ของจีดีพี
ช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Big Win) มาตรการคนละครึ่งพลัส และ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เบื้องต้นมีวงเงินราว 66,000 ล้านบาท (การให้เงินประชาชนที่อยู่ในฐานระบบภาษี 9 ล้านคน นอกระบบภาษี 11 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน) ซึ่งจะใช้ได้ในช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 น่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพของผู้บริโภค และกระตุ้นการใช้จ่ายของธุรกิจค้าปลีกเอสเอ็มอีได้บ้าง
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาจหนุนการใช้จ่ายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.3% ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งคนละครึ่งพลัส & เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกในช่วงไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 0.3% และภาพรวมทั้งปี 2568 โต 3.1% ขยับขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.8%
ส่วนศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการที่ดี และควรดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพียงแต่ว่า ผลในการกระตุ้นจีดีพีอาจจะมีจำกัด หรือไม่ถึง 0.1% โดยมองว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้นอย่างคนละครึ่งนี้ จำนวนเงินยังไม่เพียงพอ โดยรัฐบาลยังควรต้องเร่งรัดการใช้จ่าย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ฟื้นความเชื่อมั่นต่างๆ พร้อมกับวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ที่เตรียมจะทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) โดยใช้งบประมาณ รวมกว่า 66,000 ล้านบาท หากพิจารณาในส่วนของเม็ดเงินดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 0.2% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
ทั้งนี้ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 2.2% จาก 2.3% และในปี 2569 จาก 1.7% เหลือ 1.6%
ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจไทยรองบ๊วย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ล่าสุด ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยปีนี้ ถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 โดย IMF คาดว่าเวียดนามจะมีการขยายตัว 6.5% ในปีนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์ขยายตัว 5.4% อินโดนีเซียขยายตัว 4.9% และมาเลเซียขยายตัว 4.5%
ขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ประจำปีนี้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.2% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนก.ค.ที่ระดับ 3.0% หลังจากมีการขยายตัว 3.3% ในปี 2567 โดยในปีหน้า คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1% ในปี 2569
ขณะที่กระทรวงการคลังของไทย คาดว่า จีพีพีปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2568 จะขยายตัวช่วงระหว่าง 1.8- 2% แต่เนื่องจากปัจจัยลบที่รุมเร้าและปัญหาการเมืองภายในประเทศช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องพยายามผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน