กสิกรไทย แนะนโยบายรถเก่าแลกใหม่ ฟื้นยอดขาย “รถยนต์”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

26 มิถุนายน 2568

กสิกรไทย แนะนโยบายรถเก่าแลกใหม่ ฟื้นยอดขาย “รถยนต์”

วันนี้ (17 มิ.ย.68) นายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ในไทยลดลง จึงมีข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลในการกระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มยอดขายรถยนต์ในประเทศ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีนโยบายกระตุ้นการซื้อรถกระบะ แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจนมากนัก

นายรุจิพันธ์กล่าวว่า แต่อีก 1 นโยบายที่มีการพูดคุยเมื่อ 3 ปีก่อน คือ นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ โดยให้นำรถเก่ากลับมาแล้วให้ส่วนลดในการซื้อรถใหม่ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่น่าสนใจที่จะดำเนินการต่อ

หากพิจารณาว่ามีประเทศใดได้ใช้นโยบายนี้แล้วเกิดผลอย่างไร โดยย้อนไปช่วงเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์) ในปี 2550-2551 ซึ่งมี 3 ประเทศที่ใช้นโยบายนี้ คือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมัน ผลการดำเนินงานก็ประสบผลสำเร็จ สะท้อนจากยอดขายรถช่วงที่มีนโยบายนี้เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีบทเรียนจากนโยบายที่ตองพิจารณา 4 ประเด็น หากต้องการดำเนินนโยบายนี้ 1.งบประมาณที่จะนำมาใช้อาจมีข้อจำกัด แต่นโยบายที่จะนำมาใช้อาจไม่จำเป็นต้องมาจากภาครัฐบาลอย่างเดียว สามารถสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน (ค่ายรถ) ในการออกโปรโมชั่น

2.ตัวรถยนต์ใหม่ที่จะซื้อควรเป็นรถที่ผลิตในประเทศ และไม่ใช่รถที่นำเข้าจากต่างประเทศ 3.อายุรถที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งการกำหนดอายุรถมีส่วนสัมพันธ์กับขนาดและจำนวนรถที่จะเข้าร่วมนโยบายได้ เช่น รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปีที่จดทะเบียนในไทย จำนวน 3.7 ล้านคัน ส่วนอายุ 16-19 ปี มี 2.6 ล้านคน รวม 2 กลุ่มนี้ 6-7 ล้านคัน ช่วยกระตุ้นยอดขายและช่วยสิ่งแวดล้อม

และ 4.ระยะเวลาโครงการกับราคาส่วนลดที่จะได้รับ หากให้ส่วนลดน้อยเกินไปทำให้ผู้ที่มีรถเข้าเกณฑ์ นำรถไปขายตลาดรถมือ 2 ที่มีราคาสูงกว่า จึงจำเป็นต้องพิจารณาการตั้งราคาให้เหมาะสม สำหรับผู้ที่มีรถยนต์ที่เข้านโยบายนี้ได้

ทั้งนี้ ประเมินยอดขายรถยนต์ในประเทศจะหดตัวลึกขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ที่ -1.7% เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ -1.0% จากภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอ และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์รวมอยู่ที่ 5.65 แสนคัน ลดลง 1.3%

ขณะเดียวกัน การแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งมีค่ายรถยนต์หน้าใหม่ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติจีน ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เข้ามากินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ สะท้อนปี 2567 จีนมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 13% แต่ปี 2568 เพิ่มขึ้นที่ 19% การเข้ามาค่ายรถจีน ทำให้รูปแบบตลาดรถยนต์ไทยเปลี่ยนไป จากการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นหลัก ทำให้ช่วง 1-2 ปี ราคารถยนต์ที่ขายในไทยลดลงแรงถึง 30-40%

ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 1.38 ล้านคัน ลดลง 6.1% โดยครึ่งปีแรกนี้ การผลิตรถยนต์หดตัวที่ 13.2% แต่ครึ่งหลังปีนี้ การผลิตมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นที่ 1.7% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตรถยนต์ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่) เพิ่มขึ้น

แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เร่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี หากพิจารณาส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไทยสูงขึ้น ดังนี้ ปี 2567 ส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไทย เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อยู่ที่ 64% รถยนต์ไฮบริด (HEV) 22% รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2% และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 12%

เทียบกับปี 2568 ส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไทย เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อยู่ที่ 53% รถยนต์ไฮบริด (HEV) 26% รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 4% และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 17%

นอกจากนี้ การแข่งขันที่สูงขึ้นภายใต้ภาวะตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ค่ายรถยังคงใช้กลยุทธ์ราคา ซึ่งส่วนใหญ่รถยนต์ BEV มีการปรับราคาลงต่อเนื่อง เช่น

  • Tesla Model Y ครึ่งแรกปี 2567 ราคาเกือบ 2.5 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 ราคาลดลงต่ำกว่า 2 ล้านบาท
  • BYD Atto 3 ครึ่งแรกปี 2567 ราคาขายอยู่ที่ 1 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท
  • Ora Good Cat ครึ่งแรกปี 2567 ราคาขายอยู่ที่เกือบแตะ 1 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท
  • Neta V-II ราคาขายสูงกว่า 0.5 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2568 ราคาต่ำกว่า 0.5 ล้านบาท

“ช่วงครึ่งหลังปีนี้การผลิตรถยนต์จะกระเตื้องขึ้น จากการผลิตรถอีวีเพิม จากหลายๆ ค่ายเริ่มผลิตรถอีวีมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV3.0) และ 3.5 ที่จะต้องผลิตรถในประเทศชดเชยจากที่นำเขารถมาขายในไทย ส่วนนี้จะเป็นแรงหนุนให้การผลิตไม่ติดลบ”นายรุจิพันธ์กล่าว