“SKY” หนุนรัฐบาลใหม่ นำเทคฯ ปั้นสนามบิน ดันไทยฮับการบินโลก

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

6 กันยายน 2568

“SKY” หนุนรัฐบาลใหม่ นำเทคฯ ปั้นสนามบิน ดันไทยฮับการบินโลก

วันนี้ (6 ก.ย.68) ภายหลังจาก “การเมืองไทย” เปลี่ยนมือผู้นำใหม่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย แม้มีคำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ 4 เดือน ตามที่ตกลงกับ ”พรรคประชาชน“ แลกกับการสนับสนุนคะแนนเสียง

แต่ฝ่าย ”เอกชน“ หวังว่าการมี ”รัฐบาล“ และฟอร์มทีมเศรษฐกิจได้รวดเร็วในเวลาอันสั้น จะลดผลกระทบที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งปัญหาภายนอกประเทศ รวมถึงภายในประเทศ ที่ดูแล้วแทบไม่มีเวลาเหลือให้แก้ไขได้ทันทั้งหมด

แต่หากรัฐบาลพิจารณาและมองเป็นรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ที่สามารถปลุกเศรษฐกิจไทยได้ไวที่สุด หลังจากที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์สั่นคลอนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวค่อยๆ ลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สะท้อนผ่าน “นายสิทธิเดช มัยลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวเปิดบทสนทนา พร้อมย้ำว่าเสถียรภาพทางการเมืองคือปัจจัยชี้ขาดที่ภาคเอกชนรอคอย เพราะจะทำให้แผนงานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าได้อย่างมีทิศทาง

“ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและการเมืองไทยยังอยู่ในช่วงเปราะบาง สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องมีรัฐบาลที่มั่นคง”

เขาเน้นว่า ภาครัฐต้องไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศความเชื่อมั่น แต่ยังควรกำหนดนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศ

นายสิทธิเดชมองว่า เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปัญหาด้านความปลอดภัยยังเป็นเงื่อนไขใหญ่ โดยเฉพาะกับตลาดจีนที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 30% ในทางกลับกัน อยากให้ปรับแนวคิดยึดติดกับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพราะที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยจริง หรือเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญที่เข้ามาทำธุรกิจ

ดังนั้น ต้องทำอย่างไรค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นด้วยคุณภาพการให้บริการ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หากการท่องเที่ยวกลับมา ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ SME เติบโตขึ้นด้วย

“เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว มาโฟกัสกลุ่มคุณภาพที่ใช้จ่ายสูงกว่า และอยู่นานกว่า”

นายสิทธิเดชกล่าวว่า ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่กฎหมายที่ใช้กำกับยังล้าหลัง “พระราชบัญญัติการบินอากาศที่ร่างก่อนปี 2500 เน้นเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่ไม่ตอบโจทย์การค้าในโลกยุคใหม่ที่แข่งขันกันสูง

ดังนั้น ควรเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ของสายการบินที่ปัจจุบันใช้เวลาหลายเดือน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ที่มีจำนวนเครื่องบินมากกว่าไทยหลายเท่า

รวมถึงการปรับค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานภูมิภาคอย่างมาก หากเทียบกับสิงคโปร์ที่เก็บราว 1,300 บาท หรือฮ่องกง 1,500 บาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะกลับมาใช้ลงทุนพัฒนาสนามบิน ระบบรักษาความปลอดภัย และเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐ

“เชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยให้ไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลด้านบริการสนามบิน และยังสร้างความพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาค”

ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี จะขยายเพิ่มอีก 20 ล้านคนจากอาคาร Satellite 1 และอีก 15 ล้านคนจาก East Expansion รวมเป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี เทียบเคียงสนามบินชั้นนำในภูมิภาค ทั้งยังมีรันเวย์ 3 เส้นที่รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็น Transit Hub ระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล

นอกจากนี้ การบินไทยมีแผนเพิ่มฝูงบินเป็น 90 ลำภายในปี 2569 เพื่อแข่งขันกับ Singapore Airlines ที่มีเครื่องบินกว่า 177 ลำและเตรียมขยายเป็น 200 ลำ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า โดยสุวรรณภูมิรองรับได้เพียง 1.5 ล้านตันต่อปี ต่ำกว่าฮ่องกง (5 ล้านตัน) และสิงคโปร์ (2 ล้านตัน)

ดังนั้น การแก้กฎหมายการบิน จากการเพิ่มเครื่องบินและฝูงบิน รวมถึงจัดการให้มีการจารจรที่มากขึ้น ไม่เพียงแต่ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ แต่จะช่วยผลักดัน “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงไทยขยับมาเป็นผู้เล่นใน “ภาคการขนส่ง” ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแต่จะมีนักธุรกิจด้วย หากมีการแก้กฎหมายโดยแท้จริงไทยอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของ “ฮับการบินโลก”