วันนี้ (18 พ.ค. 69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ สศช. (สภาพัฒน์ฯ) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ว่า ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 9.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% ตามการลงทุนด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ รวมถึงการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ส่วนตัวเเลขคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.5 – 2.5% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 2% โดยมีการปรับเพิ่มเป้าหมายการลงทุนภาคเอกชนขึ้นเป็น 3.7% เนื่องจากมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะเติบโตที่ 9.6% และการนำเข้าพุ่งสูงถึง 14.2% ด้านการท่องเที่ยวได้ปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติลงเหลือ 32 ล้านคน จากเดิม 35 ล้านคน โดยคาดว่าจะมีรายรับอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท
สำหรับ 3 ปัจจัยหลักหนุนเศรษฐกิจไทย
- การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวสูงจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อเตรียมการลงทุน รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการลดขั้นตอนของ BOI Fast Track และการแก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวัน (EEC)
- การเบิกจ่ายของภาครัฐ มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายทั้งในส่วนของงบประจำและงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- การส่งออกฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง นอกจากนี้อัตราภาษีที่จัดเก็บจริงของไทยยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ที่ประมาณ 5.3%
นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่ง (ค่าระวางเรือ) และต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางลดลง และตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นยังอาจกระทบถึงนักท่องเที่ยวจากยุโรปด้วย
- เศรษฐกิจโลกผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงในหลายประเทศ นโยบายการเงินที่เข้มงวด ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้า (มาตรา 301 ของสหรัฐฯ) ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา
- ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ โดยพบว่าสินเชื่อกลุ่มวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทมีคุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง และประชาชนหันไปพึ่งพาเงินกู้จากสหกรณ์และโรงรับจำนำมากขึ้น ขณะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์กลับลดลง
- ปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตรอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีอย่างเป็นทางการเนื่องจากต้องรอติดตามสถานการณ์ปริมาณฝนจริง
นายดนุชา กล่าวต่อไปว่า ถึงกรณีที่ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส ว่า ไม่ได้เกิดจากการนำเข้าสินค้าทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีการนำเข้า “ทองคำ” สูงถึงประมาณ 3 แสนล้านบาทเนื่องจากนักลงทุนหันมาซื้อขายทองคำในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ไม่ค่อยน่าสนใจ ซึ่งหากหักมูลค่านำเข้าทองคำออกไป ประเทศไทยจะกลับมาเกินดุลการค้า
ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อเป็นลักษณะของต้นทุนผลักดัน (Cost-push) โดยเริ่มมีการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากผู้ผลิตมายังผู้บริโภค เห็นได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5% แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนเมษายนกลับพุ่งขึ้นมาที่ 2.8%
ส่วน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในปีงบ 2569 รัฐบาลจะใช้งบประมาณราว 1.7 – 2 แสนล้าน เพื่อช่วยประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยยืนยันว่าระดับหนี้สาธารณะจะยังคงไม่เกินกรอบ 70%
ขณะที่ทิศทางตลาดแรงงานและการช่วยเหลือ SMEs แม้ตัวเลขการว่างงานโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.9% แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอัพสกิลแรงงาน เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาตั้งโรงงาน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ PCB นอกจากนี้ ยังมีมาตรการพุ่งเป้าในการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SMEs และ Micro-SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้คนไทยหันมาสนับสนุนสินค้าไทยเพื่อช่วยประคองธุรกิจเหล่านี้ให้ไปต่อได้
