“สภาพัฒน์” กางตัวเลขสะเทือนใจ! วัยเรียนไทยติด HIV พุ่งแรง 13,000 คน

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

23 กุมภาพันธ์ 2569

“สภาพัฒน์” กางตัวเลขสะเทือนใจ! วัยเรียนไทยติด HIV พุ่งแรง 13,000 คน

วันนี้ (23 ก.พ. 69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวถึงสถาการณ์ทางสังคมที่สำคัญ เรื่อง Safe Sex : เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ต้องปลอดภัย ในการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ว่า แม้ปัจจุบันจะเห็นพัฒนาการการตั้งครรภ์และการคลอดในกลุ่มวัยรุ่นหญิง อายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2557 ที่มีจำนวน 112,278 คน ลดลงเหลือ 35,981 คน ในปี 2567 และอัตราการคลอดซ้ำลดลงด้วย  

แต่เรื่องที่น่ากังวลคือพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย สะท้อนจากสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV ในปี 2568 มีจำนวนสูงถึง 13,000 คน สูงกว่าที่กรมควบคุมโรคคาดประมาณถึง 1.5 เท่า โดย 1 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุ 15-24 ปี ซึ่งเกือบทั้งหมดติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และอัตราการป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เฝ้าระวังอื่น ๆ ของกลุ่มนี้ยังสูงกว่าภาพรวม  โดยจำนวนมากยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการใช้ถุงยางอนามัย ตลอดจนบางกลุ่มมีรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับคู่รัก แต่รวมไปถึงคนรู้จัก เพื่อน บุคคลจากสถานบันเทิง/แอปพลิเคชันหาคู่ ที่มีข้อจำกัดในการป้องกัน

นายดนุชา  กล่าวว่า ช่องว่างระหว่างความรู้กับพฤติกรรมทางเพศเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ คือ 1. การเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาของไทยยังมีข้อจำกัดในเชิงคุณภาพ โดยเนื้อหายังเน้นเชิงชีววิทยา แต่ขาดด้านทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการตัดสินใจทางเพศอย่างปลอดภัย ขณะที่การเรียนการสอนยังเน้นบรรยายมากกว่าการมีส่วนร่วม และครูมีทักษะและความมั่นใจในการสอนต่ำ

2. เยาวชนบางส่วนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และขาดทักษะการต่อรองเพื่อป้องกันอย่างเหมาะสม โดยแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่มุ่งเน้นการป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่าการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงคู่รักวัยรุ่นยังมีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในระดับต่ำเพราะเชื่อว่าคู่นอนไม่มีความเสี่ยงหรือกลัวคู่ไม่พึงพอใจ

3. สังคมไทยยังไม่เอื้อต่อการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเปิดกว้าง วัฒนธรรมที่มองเรื่องเพศเป็นสิ่งต้องห้าม ส่งผลต่อระดับ ความพร้อมของพ่อแม่และครูในการให้คำแนะนำที่เหมาะสม และ 4. ระบบบริการสุขภาพทางเพศยังไม่เอื้อต่อเยาวชน ทั้งในด้านเวลาทำการ ทัศนคติของผู้ให้บริการ และทางเลือกของผลิตภัณฑ์ป้องกัน ปัจจัยข้างต้น
ส่งผลกระทบต่อทั้งเยาวชนและต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

นอกจากนี้ ข้อมูลการเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ปี 2567 ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งสำรวจเยาวชนจำนวน 15,425 คน ส่วนใหญ่อายุ 15-21 ปี ชี้ให้เห็นช่องว่างด้านพฤติกรรมทางเพศที่ยังคงมีอยู่ โดยพบว่าเยาวชนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (อายุน้อยสุด 12 ปี และอายุเฉลี่ย 16-17 ปี) ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือใช้เพียงบางครั้ง 57.2% บ่งชี้ถึงพฤติกรรมการป้องกันที่ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการใช้ถุงยางอนามัยในสัดส่วนสูง เช่น การเก็บไว้ในช่องเก็บของรถยนต์/ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ 65.4% การใช้น้ำมัน/โลชั่นเพิ่มความหล่อลื่น 53.1% การเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน 25.2% ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ

ประกอบกับรูปแบบความสัมพันธ์ทางเพศของเยาวชนที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เฉพาะคู่รัก แต่ยังรวมถึงคนรู้จัก เพื่อน บุคคลจากสถานบันเทิง และผู้ที่รู้จักผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ ซึ่งมักเป็นความสัมพันธ์ระยะสั้นและมีข้อจำกัดในการสื่อสารหรือการเจรจาเรื่องการป้องกัน นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถจำเป็นที่จะต้องมีการเสริมสร้างสุขภาวะทางเพศของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ดังนี้  1. ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาให้เน้นทักษะเชิงปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน 2. ปรับระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพทางเพศของเยาวชน และ 3. ประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อาทิ การวางถุงยางอนามัยในจุดที่เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนตัว