วันนี้ (20 พ.ค. 69) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสังเกตจากฝ่ายค้านว่ารัฐบาลมีการ “หมกเม็ด” และ “ลักไก่” นำเงินงบประมาณรายจ่ายปกติของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในส่วนของเงิน 300 บาท ไปรวมเบิกจ่ายใน พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ว่า เรื่องนี้ไม่มีการหมกเม็ดหรือซ่อนเร้นใดๆ ทุกอย่างทำตรงไปตรงมาและมีเอกสารเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชัดเจน
สำหรับสาเหตุที่ต้องดึงงบ 300 บาท (ระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 18,800 ล้านบาท) มาผูกรวมกับเงินที่รัฐบาลเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท แล้วเบิกจ่ายจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น เป็นเพราะโครงการดังกล่าวเข้าเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. พอดี
“รัฐบาลมีความจำเป็นต้องบริหารงบประมาณ เนื่องจากขณะนี้มีคำขอใช้งบประมาณที่รอคิวอยู่สูงถึง 140,000 ล้านบาท แต่งบกลางของรัฐบาลเหลือเพียง 20,000 กว่าล้านบาท และมีทุนสำรองอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วไม่เพียงพอ ดังนั้น เมื่อโครงการบัตรคนจนสามารถเข้าเงื่อนไข พ.ร.ก. ได้ รัฐบาลจึงต้องโยกมาใช้เงินกู้ เพื่อลดแรงกดดันและเก็บเงินงบกลางที่เหลืออยู่น้อยนิด ไปใช้กับภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่ไม่สามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก. ได้ เช่น ปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือความมั่นคงชายแดน” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจง
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า ภายใน 1-2 เดือนนี้ จะมีการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อเป็นการทบทวนสิทธิและคัดกรองให้เหลือเพียง “คนจนที่แท้จริง” โดยเกณฑ์รายได้จะยังคงไว้ที่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่จะมีการยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบ โดยใช้ฐานข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานต่างๆ กว่าหลายสิบแห่ง
“รอบนี้เราจะนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์มาตรวจสอบด้วย รวมถึงหากตรวจพบว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), มีพอร์ตจดทะเบียนเล่นหุ้น หรือถือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีมูลค่าสูงๆ ตลอดจนการครอบครองที่ดินและรถยนต์ กลุ่มนี้จะถูกตัดสิทธิทันที เพื่อกวาดล้างคนที่ไม่ได้จนจริงออกไป” นายลวรณ ระบุ
นอกจากนี้ นายลวรณ ยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) โดยยืนยันว่า ในแผนธุรกิจระยะสั้น 5 ปีจากนี้ ไม่มีเรื่องการควบรวมกิจการแน่นอน และผู้บริหารของทั้งสองธนาคารก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้ว ถือเป็นการยุติข่าวลือดังกล่าว
