กรมสรรพกากร รับปี’68 เก็บภาษีหลุดเป้า เหตุเศรษฐกิจชะลอตัว

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

15 พฤษภาคม 2568

กรมสรรพกากร รับปี’68 เก็บภาษีหลุดเป้า เหตุเศรษฐกิจชะลอตัว

วันนี้ (15 พ.ค.68) นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพกากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรวางแผนที่จะกวดขันธุรกิจ 4 กลุ่ม ประกอบด้วยธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจกลางคืน ธุรกิจซื้อมาขายไปที่ใช้เงินสด และธุรกิจร้านขายยา ซึ่งตามปกติ กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่สำรวจธุรกิจในทุกสองปี แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการ

ในปีงบประมาณ2568 ที่จะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ กรมสรรพากร ได้รับมอบเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 2.372 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 82% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ (ต.ค.67-เม.ย.68) กรมจัดเก็บภาษีได้รวม 1.138 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,900 ล้านบาท และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 47,300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากประเมินในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 หรืออีก 5 เดือน ก็สิ้นปีงบประมาณในเดือนก.ย.68 ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร อาจต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม กรมจะพยายามทำให้ผลการจัดเก็บภาษีในปีนี้ ให้ต่ำกว่าเป้าหมายไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)​ เคยประเมินไว้ว่า กรมสรรพากร อาจจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายราว 36,000 ล้านบาท

นายปิ่นสาย กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้กรมจัดเก็บภาษี 2568 ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายมาจากรายได้จากภาษีปิโตรเลียม ที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย ประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจปิโตรเลียมได้นำผลขาดทุนสะสมมาหักออกจากรายได้ ทำให้เสียภาษีน้อยลง

เช่นเดียวกันกับธุรกิจสถาบันการเงิน ที่แม้ว่าจะแสดงผลกำไรค่อนข้างจะสูง แต่มีการจ่ายภาษีน้อยลงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากสถาบันการเงินมีการวางแผนภาษี โดยนำผลขาดทุนสะสมมาใช้ในปีนี้

ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2568 ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่งในประเทศมีผลกำไรรวม 68,300 หล้านบาท สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า 12.09%

ขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากร ได้รับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีเพิ่มสูงขึ้นกว่าเป้าของปี 2568 อีก 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่กรมจะต้องบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

“ที่ผ่านมากรมได้ศึกษาการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ๆ 4-6 ตัว เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ภาษีที่เก็บจากคนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือแม้แต่การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผลการศึกษาดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล” นายปิ่นสาย กล่าว

นายปิ่นสาย กล่าวว่า ในส่วนของแนวคิดของ รมว.คลัง ที่เสนอให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทนั้น นายปิ่นสาย กล่าวว่า “ก็อยู่ในระหว่างการศึกษาของกรม”

ทั้งนี้ ในปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่ กรมฯ​ เริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย กรมสรรพากร กำหนดรายได้ธุรกิจตั้งแต่ 120,000 บาทต่อปี จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 120,000 บาท จนถึง 600,000 บาทต่อปี ให้เสียภาษีแบบเหมาจ่ายที่ 1.5 % โดยไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้

อย่างไรก็ตาม ในภายหลังได้มีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเหมาจ่ายดังกล่าว ซึ่งในช่วงที่เก็บภาษีแบบเหมาจ่าย กรมจัดเก็บได้ราว 400 ล้านบาท/ปีเท่านั้น

“หากนำระบบภาษีแบบเหมาจ่ายดังกล่าวมาใช้ในปัจจุบัน โดยกำหนดให้ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี จนถึง 600,000 บาทต่อปี เสียภาษีแบบเหมาจ่าย กรมประเมินว่าจะมีรายได้ราว 6,000 ล้านบาท”นายปิ่นสาย กล่าว