ออมสิน หนุน “รัฐบาล” พร้อมเชื่อม “คนละครึ่ง” อุ้มรายย่อยเข้าถึง “เงินทุน”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

17 กันยายน 2568

ออมสิน หนุน “รัฐบาล” พร้อมเชื่อม “คนละครึ่ง” อุ้มรายย่อยเข้าถึง “เงินทุน”

วันนี้ (17 ก.ย.68) นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.0% ซึ่งเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ การส่งออกชะลอตัวจากมาตรการภาษีทางการค้า

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวซบเซา เสริมด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs ผู้ค้ารายย่อย และประชาชนฐานราก ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น

“ในระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอน พร้อมจับตาความชัดเจนด้านการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ ว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้มากเพียงใด”

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

ขานรับ “คนละครึ่ง”

นายวีระชัยกล่าวว่า ธนาคารออมสิน พร้อมรับมาตรการคนละครึ่ง หากรัฐบาลมีการเดินหน้ามาตรการดังกล่าว ซึ่งข้อดีคือกระตุ้นการใช้เงินของประชนให้หมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนพ่อค้า-แม่ขาย ให้ค้าขายได้ดีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในแง่ของธนาคารพร้อมเข้าร่วมมาตรการผ่านแอปฯ MyMo ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบการรับจ่ายเงินของโครงการได้ เนื่องจากธนาคารมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการแอปฯ หลายหมื่นราย อีกทั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) รวมถึงพ่อค้า-แม่ขาย ให้รายได้มากขึ้น

“กลับกันเมื่อธนาคารเห็นการทำธุรกรรมบนแอปฯ หรือประวัติการเดินบัญชีต่างๆ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการให้สินเชื่อในอนาคตได้ อีกทั้งยังสามารถใช้เงินทุนจากธนาคารออมสินในการให้เงินทุนเพิ่มเติมได้ เพราะธนาคารรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดี”

ส่วนการขยายการใช้แอปฯ ธนาคารนั้น มองว่าเมื่อมีการดำเนินโครงการนี้เกิดขึ้นอาจต้องมีการพูดคุยร่วมกันระหว่างธนาคาร และรัฐบาล แต่การเชื่อมต่อระบบกับแอปฯ ที่เคยดำเนินมาตรการนี้มาก่อน อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินงานเล็กน้อย แต่ยืนยันว่าธนาคารพร้อมสนับสนุนมาตรการนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“การแชร์ข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการเติมเงินทุนในการประกอบธุรกิจ”

ดอกเบี้ยขาลง-คงกำไรตามเป้าหมาย

นายวีระชัยกล่าวอีกว่า ปีนี้เป็นปีที่ภาคธุรกิจเรียกได้ว่าหืดขึ้นคอ สำหรับธุรกิจธนาคารเองคาดว่าจะมีผลประกอบการลดลงจากแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยขาลง เป็นผลมาจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยหลายครั้ง และครั้งล่าสุด ลดอัตรดอกเบี้ยระดับ 0.25% ซึ่งธนาคารใหญ่รับการส่งผ่านด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราเดียวกันที่ 0.25%

รวมถึงประเมิน กนง.มีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 1.0% ในปีนี้ จากอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% จากดอกเบี้ยขาลงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธนาคารมากเท่าที่ควร และประเมินผลประกอบการธนาคารยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยช่วงครึ่งแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ข้อมูล ณ เดือน ก.ค.68 อยู่ที่ 3.4% คาดว่าอัตราจะไม่เพิ่มมากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง อีกทั้งออมสินมรมาตรการดูแลลูกค้าเต็มที่ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโครงการคุณสู้ เราช่วย เข้าช่วยเหลือลูกค้าเพื่อเป็นทางเลือกเช่นกัน

ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแสนล้าน

ออมสิน เตรียมออก Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) เพิ่มเติม วงเงินโครงการ 100,000 ล้านบาท โดยธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ต่อปี ให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนำไปปล่อยต่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี ใน 2 ปีแรก เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและพัฒนาศักยภาพธุรกิจไทยให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้

ที่ผ่านมา ธนาคารได้ดำเนินโครงการสินเชื่อสำคัญหลายโครงการ เช่น สินเชื่อกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ GSB D-Home สร้างบ้านเพื่อคนไทย วงเงิน 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 3.50% ต่อปี อนุมัติแล้ว 6,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up Plus วงเงิน 100,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี อนุมัติแล้ว 98,700 ล้านบาท

รวมถึงมีโครงการใหม่ ทั้ง Soft Loan เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องประมง ระยะ 3 วงเงินโครงการ 2,000 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการประมงและสนับสนุนนโยบายรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

อุ้มลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมาก่อน โดย ณ 30 มิ.ย.2568 ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการปล่อยสินเชื่อผ่าน 3 ภารกิจสำคัญแบ่งเป็น การสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินผ่านนวัตกรรมสินเชื่อเพื่อสังคมกว่า 680,000 ราย การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ช่วยลูกหนี้ไม่ให้เสียประวัติทางการเงินกว่า 800,000 ราย และการพัฒนาศักยภาพชุมชนผ่านการสร้างอาชีพ และส่งเสริมการออม โดยมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 250,000 ราย

ธนาคารจะยังเดินหน้าขยายผลสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ผ่าน 4 ภารกิจหลัก ควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI เข้ามาช่วยยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการทางการเงิน ไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ “AI Optimized Loan Processing and Underwriting” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุมัติสินเชื่ออย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ตลอดจนลดระยะเวลาอนุมัติสินเชื่อและต้นทุนการดำเนินงาน และ “AI Chatbot for Branch” ผู้ช่วยพนักงานสาขาในการค้นหาข้อมูลอย่างสะดวก รวดเร็ว และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการมากขึ้น โดยจะเริ่มใช้งานในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับบริการทางการเงินให้ครบวงจร และเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน