ชัดแล้ว! แหล่งเงิน 6 หมื่นบาท ทำ “คนละครึ่งพลัส”

ชัดแล้ว! แหล่งเงิน 6 หมื่นบาท ทำ “คนละครึ่งพลัส” “ภารดร” แจงดึงงบฯ 68 – 69 แจก 33 ล้านคน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลจะใช้วงเงินงบประมาณรวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยมีประชาชน 3 กลุ่มหลักที่จะได้เงินรวมกว่า 33 ล้านคน โดยรัฐบาลมีการใช้วงเงินจากงบกลางฯปี 2568 ที่เหลืออยู่ และงบประมาณจากปี 2569 

ได้แก่ กลุ่มที่ 1: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ถือบัตรคนจนจำนวน 13 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ โครงการนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ที่จะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐและโอนตรงให้ผู้มีรายได้น้อย

กลุ่มที่ 2 คือผู้อยู่ในระบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน (ยื่นแบบภาษี) จะได้รับสิทธิพิเศษในโครงการคนละครึ่งที่ปรับเปลี่ยนจาก 50/50 เป็น 60/40 โดยรัฐบาลจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท สามารถจับจ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท  และ กลุ่มที่ 3 คือผู้อยู่นอกระบบภาษีจำนวน 9 ล้านคน จะได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท โดยงบประมาณสำหรับทั้ง 2 กลุ่ม คือ 2-3  รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และจะใช้เงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2569

ทั้งนี้รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่ในโครงการคนละครึ่งพลัสช่วงต้นเดือน ต.ค.แต่ผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ขณะที่ผู้ที่อยู่ในเฟสก่อนหน้าหรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่ โดยประชาชนจะสามารถเริ่มใช้เงินได้ปลายเดือนตุลาคมหากการลงทะเบียนเสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม

ส่วนแนวทางการแก้หนี้ประชาชนนั้นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เตรียมจะนำมาใช้เป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมุ่งเป้าผู้ที่มีหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย 1 – 2 ล้านสิทธิ์ โดยเป็นลักษณะของการพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะครอบคลุมหนี้รายย่อยกับธนาคารของรัฐ เช่น ธกส. ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาตรการนี้จะมีการพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังยังมีแนวทางการแก้หนี้ NPL ซึ่งคาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดที่ชัดเจนจากกระทรวงการคลังต่อไป