โรงเรียนอินเตอร์ฯ บูม โกยรายได้ปี’67 พุ่ง 8.3 พันล้าน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

28 พฤษภาคม 2568

โรงเรียนอินเตอร์ฯ บูม โกยรายได้ปี’67 พุ่ง 8.3 พันล้าน

วันนี้ (28 พ.ค.68) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วิเคราะห์ธุรกิจที่น่าสนใจประจำเดือนเม.ย. 68 พบว่า “ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ” ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครอง ที่ต้องการมอบการศึกษาคุณภาพสูงให้กับบุตรหลานประเทศไทย

จากข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 68 มีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในธุรกิจหมวดการศึกษา จำนวน 7,511 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 50,633 ล้านบาท จดทะเบียนรูปแบบบริษัทจำกัด 6,717 ราย (89.43%) ทุนจดทะเบียน 48,172 ล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 790 ราย (10.52%) ทุนจดทะเบียน 1,117 ล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 4 ราย (0.05%) ทุนจดทะเบียน 1,345 ล้านบาท

โดยเป็นการลงทุนจากต่างชาติ มีมูลค่ารวม 5,733 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนใน 3 อันดับแรก คือ 1.อังกฤษ 30% ทุนจดทะเบียน 1,706 ล้านบาท 2.จีน 11% ทุนจดทะเบียน 636 ล้านบาท และ 3.สิงคโปร์ 7% ทุนจดทะเบียน 428 ล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างนิติบุคคลโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย จำนวน 20 ราย พบว่า 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 63-67 แม้จะมีช่วงที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ส่งผลให้นักเรียนต่างชาติต้องเดินทางกลับประเทศ หรือต้องเรียนออนไลน์ ทำให้รายได้ชะลอตัวลง แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติก็ยังสามารถสร้างรายได้ และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • ปี 2565 สร้างรายได้ 5,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.57% กำไร 681 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 55.75%
  • ปี 2566 รายได้ก้าวกระโดดเป็น 7,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 28.04% กำไร 1,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 136.28% 
  • ปี 2567 รายได้โตต่อเนื่องเป็น 8,313 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.45% กำไร 1,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14.08%

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ กลายเป็นตัวเลือกสำคัญของผู้ปกครองยุคใหม่ที่มีกำลังทรัพย์ ภายใต้ความคาดหวังที่ต้องการให้บุตรหลานเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ทั้งด้านการเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมที่หลากหลาย และทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต 

ส่งผลให้ธุรกิจนี้สามารถสร้างกำไรอย่างมหาศาล คือ

1. การให้ความสำคัญกับคุณภาพของครู ต่อการดูแลนักเรียนที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 8:1 คน ซึ่งทำให้สามารถสอนและติดตามการเรียนของนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด

2. มาตรฐานระบบการศึกษา โดยส่วนใหญ่โรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเปิดในประเทศไทย จะเป็นเครือข่ายจากต่างประเทศที่มีระบบการเรียนการสอนแบบสากล

3. การขยายตัวของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน หรือทำธุรกิจในประเทศไทย และมีครอบครัวติดตามมาด้วย จึงนิยมเลือกโรงเรียนนานาชาติเป็นที่เรียนให้กับบุตรหลาน

“โอกาสในธุรกิจนี้ ยังสามารถขยายต่อไปได้อีกมาก ทั้งการขยายธุรกิจไปสู่พื้นที่จังหวัดที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมากอย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา หรือการพัฒนาหลักสูตรการสอนที่สอดคล้องกับโลกในอนาคต อาทิ STEM Coding และ AI” นางอรมน กล่าว