สงครามการค้ามาแน่! “ดร.รักษ์” ชี้ไทยปรับตัว แนะยืนคู่จีนตีตลาดส่งออก
ต้นกุมภาฯ อีจัน
17 ธันวาคม 2567

วันนี้ (17 ธ.ค.67) นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ เอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่รุนแรงจากจีน หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค.นี้ จะมีการใช้มาตรการภาษี เพื่อสกัดกั้นจากจีน จึงคาดว่าสินค้าจากจีนจะทะลักเข้าสู่ไทยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าบางประเภทหรือบางชนิด หากผู้ประกอบการไทยเอง ไม่สามารถแข่งขันกับจีนไทย ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริม หรือเป็นหน่วยสนับสนุนการผลิตสินค้านั้นๆ เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นต้น

“สินค้าไทยที่เปรียบจีนก็มีจำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยสามารถพัฒนา หรือยกระดับขึ้นมาได้ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ สินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องสำอาง อาหารสัตว์เลี้ยง”นายรักษ์กล่าว
นายรักษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ และพร้อมที่บุกตลาดการค้าและการลงทุนและยังสอดรับกับผู้บริโภคในโลกการค้ายุคใหม่ ได้แก่ 1. สินค้าตอบโจทย์ความมั่นคงด้านอาหาร (Food for Security) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 ของประเทศผู้ผลิตอาหารต่อคนมากที่สุดในโลก สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก ได้แก่ ทูน่ากระป๋องและไก่แปรรูป น้ำตาลทราย และซาร์ดีนกระป๋อง
- สินค้ารักษ์โลก (Good for Planet) สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก ได้แก่ เม็ดพลาสติกชีวภาพ (Polylactic Acid : PLA) และแผงโซลาร์เซลล์
- สินค้าและบริการที่สร้างความสุขหรือประสบการณ์ใหม่ (Mood for Joy) สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับเงิน เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นายรักษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ สินค้าที่มีโอกาสเติบโตในปี 68 ได้แก่ สินค้าที่ได้รับผลดีจากนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แก่ สินค้าเครื่องปรับอากาศและหม้อแปลงไฟฟ้าที่ไทยอาจสามารถกลับมาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น หากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนและประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามที่ได้เคยประกาศนโยบายไว้
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้า กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.2% เท่ากับปีนี้ และการค้าโลกปีหน้า จะขยายตัว 3.4% ตลาดที่มีศักยภาพ

ได้แก่ ตลาดเกิดใหม่อาทิ อินเดีย CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) อาเซียน 5 ประเทศ และตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า การส่งออกไทยปีหน้าจะขยายตัว 3% ขณะที่ปีนี้ ส่งออกจะขยายตัวได้ประมาณ 4%
นายรักษ์กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของ ธสน. ณ สิ้นเดือนพ.ย.2567 มียอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพัน 179,316 ล้านบาท และคาดว่า จะสูงกว่า 190,000 ล้านบาท ภายในปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.8% จาก 177,932 ล้านบาท ณ สิ้นปี 66
“ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็มพีแอล อยู่ที่ 3.49% ลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน เพราะสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จหลายราย โดยคาดว่า ปีนี้ ธสน.จะมีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาท”นายรักษ์กล่าว